จริงแล้วหรือ ? ที่ “มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่” หน้าตาดีและมีระบบขับ4 เยี่ยมที่สุด

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา มิตซูบิชิ กระตุ้นตลาดรถปิกอัพด้วยการส่ง สุดหล่อในชื่อ Triton Athlete ไทรทัน แอทลีท ออกมาสู่ตลาด เปิดตัวในงาน Motor Expo 2017 ความที่ปกติ ไทรทัน ก็ถือว่าเป็น ปิกอัพ แบบโฉบเฉี่ยวทันสมัยดีอยู่แล้ว การกลับมาในครั้งนี้ได้ถูกจับมาตกแต่งใหม่ ยิ่งหล่อเข้มมากเข้าไปอีก นั่นจึงทำให้ได้ยอดจับจองจากในงานที่เปิดตัวมาพอสมควร และ ทำให้โชว์รูมต่างๆของ มิตซูบิชิ มีกระแสไหลเวียน เรียกคนเข้ามาชมมาจับจองรถกันได้อย่างต่อเนื่อง และเริ่มเห็นรถใหม่คันนี้วิ่งอยู่บนท้องถนนกันบ้างแล้ว แม้แต่แถวบ้านผมเองก็มี ไทรทัน แอทลีท จอดโชว์ป้ายแดงสดๆร้อนๆอยู่หน้าบ้านคันหนึ่ง

ถึงแม้จะมี ไทรทัน แอทลีท ออกสู่ตลาดไปบ้างแล้ว แต่ก็เชื่อว่ายังคนจำนวนมากที่ อยากทำความรู้จักกับ ปิกอัพสุดหล่อคันนี้เพิ่มเติม เพราะฉะนั้นมาเปิดหน้าเปิดตาดูด้วยกันเลยครับ

โดยกายภาพแล้ว มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ มีจำหน่ายในรูปแบบตัวถัง 4 ประตูหรือที่เรียกว่า ดับเบิลแค็บ เท่านั้น ถ้าเป็นแบบ 2 ประตูก็จะเป็น ไทรทัน ปกติไป ระบบขับเคลื่อนมีทั้งสองล้อและขับเคลื่อนสี่ล้อ มีสีตัวถังแบบเฉพาะเจาะจงเพียง 3 สีคือ สีดำ Diamond Black สีเทา Titanium Grey และสีขาว White Pearl

นอกจากสีเฉพาะแล้ว ยังเติมความหล่อเข้มอย่างที่เกริ่นนำไว้แล้วคือ ภายนอกเสริมความบึกบึนสะดุดตามากขึ้นด้วยชุดแต่งทั้งหมด 19 รายการ อาทิ กระจังหน้าสีดำ ชุดตกแต่งกันชนหน้า สไตลิ่งบาร์ และล้อสีดำขนาด 17 นิ้ว รวมถึงตกแต่งรอบคันด้วยเส้นสายสีส้มที่ทำให้ตัวรถ มีความเฉียบคมมากขึ้นและช่วยสร้างความโฉบเฉี่ยวได้อีกระดับ

เส้นสายสีส้มนี้ดูจะเป็นจุดเด่นของ แอทลีท ซึ่งเมื่อเข้ามาดูภายในห้องโดยสารจะเห็นได้ว่าสีส้มเข้ามามีบทบาทมากมายและชัดเจน เบาะนั่งหุ้มวัสดุหนังทูโทนส้ม-ดำนั้นเด่นชัดมาก เดินตะเข็บคู่ด้วยด้ายสีส้ม เสริมเท่ด้วยการปักโลโก้ “Athlete” เท่านั้นไม่พอ ยังเดินด้ายตะเข็บคู่สีส้มลงบนคันเกียร์และคอนโซลกลาง ทั้งยังมีพรมปูพื้นชุดพิเศษที่มี โลโก้ “Athlete” เอาให้ได้อารมณ์ ไทรทัน แอทลีท กันไปเต็มๆ

เดิมทีพื้นฐานของไทรทันนั้นมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในห้องโดยสารมาอย่างครบครัน ครั้งนี้เพิ่มเติมด้วยการติดตั้งระบบสั่งงานด้วยเสียงพร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์และสวิทช์ควบคุมวิทยุที่พวงมาลัย รวมถึงการเชื่อมต่อแอปเปิล คาร์เพลย์1 ที่ต้องการเชื่อมต่อฟังเพลงจาก playlists ใน smartphone ของเราได้สะดวกสบาย ซึ่งมีประโยชน์มากมายสำหรับการเดินทาง

เรียกได้ว่า แอทลีท นอกจากหน้าตาดีแล้วประโยชน์ใช้สอยยังดีอีกด้วย อำนวยกันให้การเดินทางเป็นไปด้วยความผ่อนคลายตลอดเส้นทาง ซึ่งจะว่าไปแล้วไม่ได้แตกต่างไปจาก เอสยูวี หรือเก๋งระดับราคาหลายล้านบาทที่มีอยู่ในตลาดขณะนี้เลยทีเดียว

ข้อมูลจากบริษัทระบุว่า สำหรับรุ่นท๊อปสุดมีระบบช่วยเหลือด้ายความปลอดภัยทั้งในเชิงป้องกันและปกป้องมามากมายคือ มีระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก (Brake Override System) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) และระบบเสริมแรงเบรก (BA) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว พร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (ASTC – Active Stability and Traction Control) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist System) และกล้องมองภาพหลังขณะถอยจอดพร้อมเส้นกะระยะ (Rear View Camera with Guiding Line) นอกจากนี้ยังมีจุดยึดเบาะเด็ก (ISOFIX) เข็มขัดนิรภัยเบาะหลัง ELR และเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับอัตโนมัติ ขณะที่ระบบความปลอดภัยเชิงรับประกอบด้วยคานเหล็กนิรภัยบริเวณประตูหน้าและหลัง ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง บริเวณหัวเข่าด้านคนขับ และม่านถุงลมนิรภัย ส่วนรุ่นรองลงมาก็ลดหลั่นกันไปบ้างในบางรายการ

เรื่องของขุมพลังการใช้งาน หัวใจขับเคลื่อนของ ไทรทัน แอทลีท เป็นเครื่องยนต์อลูมิเนียมอัลลอย MIVEC คลีนดีเซล เทอร์โบแปรผันอินเตอร์คูลเลอร์ ถ่ายทอดสมรรถนะที่เป็นมาตรฐานสูงสุดในตระกูลไทรทันด้วยพละกำลัง 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที และมีแรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบ/นาที ใช้อยู่ทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อและรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ เรารู้จักกับเครื่องยนต์นี้กันมาพอสมควรแล้วเพราะใช้มาตั้งแต่เปิดตัว ไทรทัน จนถึงวันนี้ และยังเป็นเครื่องยนต์ที่ไว้ใจได้มากๆในเรื่องอัตราเร่ง โดยเฉพาะเมื่อต้องการเร่งแซง ก็ยังสามารถรีดพลังออกมาให้ใช้ได้อีกเท่าที่ต้องการ ในขณะที่ทำความเร็วสม่ำเสมอก็จะพบว่าเครื่องยนต์ทำงานในรอบที่ต่ำมาก ไม่เป็นภาระให้ต้องทำงานหนักจึงประหยัดน้ำมันกว่าเครื่องยนต์เดิมๆมากๆ


ภารกิจการเดินทางกับ แอทลีท ครั้งนี้ผมให้ความสนใจไปกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของ แอทลีท ทีเดียว ในรุ่นขับ 4 ล้อ มีโหมดการใช้งานคือ โหมด 2 H เป็นระบบขับเคลื่อนเพียงสองล้อหลัง โหมด 4H (4WD High-Range) ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Full Time – All Wheel Control โหมด 4HLc (4WD High-Range with Locked Transfer) ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง และโหมด 4LLc (4WD Low-Range with Locked Transfer) ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำพร้อมเฟืองท้าย Rear Diff Lock ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ทั้งหมดควบคุมการทำงานอย่างง่ายดาย เพียงบิดแป้นควบคุมทรงกลมตรงคอนโซลกลางไปยังตำแหน่งต่างๆที่ต้องการเลือกใช้ตามภาพพื้นผิวภูมิประเทศ หรือความจำเป็นในการขับเคลื่อน จะมีเพียง โหมด 4LLc เท่านั้นที่ต้องการให้รถหยุดนิ่งแล้วจึงบิดแป้นหมุนเพื่อให้เข้าระบบการทำงานได้

ก่อนที่จะได้ทดลองระบบนี้ ทีมงานเทคนิค ของ มิตซูบิชิ นำรถมาทดลองวิ่งบนฐานลูกกลิ้ง Rolling base ให้เห็นการทำงานแต่ละโหมด คือ 2H รถจะวิ่งเพียงล้อหลังปั่นไปบนฐานลูกกลิ้งนั้น 4H รถจะวิ่งทั้ง 4 ล้อเพียงแต่จะเห็นได้ชัดว่าความเร็วของล้อหลังจะมากกว่าล้อหน้าแบบ 60/40 4HLc จะถ่ายน้ำหนักแบบ 50/50 เท่ากันเพื่อให้เดินทางบนสภาพทางออฟโรดที่ยังสามารถทำความเร็วได้พอสมควร และมาถึงระบบพระเอก 4LLc ถ่ายน้ำหนัก 50/50 แล้วมีระบบล๊อกเพลาหลัง ควบคุมการทำงานด้วยไฟฟ้า คราวนี้รถสามารถขับเคลื่อนหลุดออกจากฐานลูกกลิ้งได้อย่างง่ายดาย แสดงให้เห็นว่าถ้าอยู่ในหล่มโคลน โขดหิน หนักหนาขนาดไหนก็ไม่ไช่เรื่องยากที่จะเอาอยู่และผ่านไปได้

ในส่วนหนึ่งของการเดินทาง ผมได้ใช้ระบบ 4LLc กับสภาพภูมิประเทศจริง ที่ทีมงานได้เลือกเส้นทางช่วงหนึ่งแถวเขาอีโต้ ปราจีนบุรี ให้ได้ทดลอง สภาพเส้นทางเป็นโขดหินมีร่องที่ถูกน้ำเซาะลึกราวครึ่งล้อสลับซ้ายขวา หลังจากปรับเขาสู่โหมดการใช้งานแล้วเพียงเดินคันเร่งเบาให้เครื่องยนต์ทำงาน และระบบก็ยังจะสั่งการให้เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ทำงานที่เกียร์ต่ำเท่านั้น และใช้ความเร็วได้ประมาณไม่เกิน 30 กม./ชม. เราเพียงควบคุมพวงมาลัยไปตามทิศทาง เส้นทางออฟโรดที่ดูโหดก็เป็นเรื่องง่ายดายไปทันที น่าเสียดายที่ช่วงนั้นผิวถนนแห้งผาดไปแล้ว ถ้าเปียกฝนอยู่คงจะท้าทายกว่านี้ แต่ที่สุดแล้วก็เหมือนจะเป็นเรื่องง่ายไปหมด

ตรงนี้นี่เองที่จะต้องถูกใจขาใหญ่ออฟโรดเป็นที่สุด เพราะไม่ต้องไปพัฒนาเพิ่มเติมอะไรกันอีก ยกเว้นอยากจะให้หล่อเพิ่ม ก็ต้องหาล้อและยางขนาดใหญ่มาเติมความดุดันกันต่อไปเท่านั้นเป็นพอ

อย่างไรก็ตาม ขาหล่อที่ชอบพอกับความสวยเข้มของ แอทลีทเพียงอย่างเดียวก็อาจจะคิดว่าไม่จำเป็นต้องลุยมากมายขนาดนั้น เอาเข้าจริงอาจจะต้องคิดถึงคำว่า “มีไว้ไม่ได้ใช้ ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี” นะครับ

สรุปท้ายกันที่ราคาสำหรับสุดหล่อ มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ เริ่มต้นที่ 879,000 บาท สำหรับรุ่น D/Cab Plus 2.4D MIVEC Athlete 6MT และ 1,111,000 บาทสำหรับรุ่น D/Cab 4WD 2.4D MIVEC Athlete 5AT จะพอเหมาะพอควรขนาดไหน ข้อมูลเบื้องต้นที่ให้มานี้มีส่วนช่วยในการตัดสินใจได้ และขอเสริมท้ายให้อีกสัดนิดว่า ความหล่อของ แอทลีท นั้นมาอย่างเต็มๆ ในขณะที่ความเข้มข้นของการใช้งานระบบขับเคลื่อนสี่ล้อนั้นผมยกนิ้ว กดไลค์ให้เลยครับ

ทดสอบ และ เรียบเรียงบทความโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา

AutoWorldThailand.com ข้อมูลข่าวสารโลกยานยนต์, ข่าวสารยานยนต์, แวดวงยานยนต์, รถยนต์, รถกระบะ, รถจักรยานยนต์, รวดเร็ว, แม่นยำ

Share It!

Comments

comments