“มิตซูบิชิ” จัดคาราวานกระชับความสัมพันธ์ 130 ปี ไทย – ญี่ปุ่น

130 ปีก่อน ความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวญี่ปุ่นและชาวไทย ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในรูปแบบของความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อมีการลงนาม “หนังสือปฏิญญาว่าด้วยทางพระราชไมตรี และการค้าขายระหว่างประเทศสยามกับประเทศญี่ปุ่น” อันที่จริงความสัมพันธ์ดังกล่าวได้เริ่มต้นตั้งแต่สมัยสุโขทัยเรื่อยมาจนกระทั่งสมัยอยุธยา และในโอกาสที่ความสัมพันธ์นี้ครบรอบ 130 ปี มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมคาราวานทดสอบรถยนต์เพื่อร่วมกระชับความสัมพันธ์ดังกล่าว พร้อมให้สื่อมวลชนเรียนรู้ประวัติศาสตร์ระหว่าง 2 ประเทศ และสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ 4 รุ่นประกอบด้วย

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ สร้างประสบการณ์ให้ผู้ร่วมเดินทางท่องเที่ยวอย่างมั่นใจ ด้วยอุปกรณ์ความปลอดภัยขั้นสูงครบครัน ทั้งอุปกรณ์เชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุและเชิงปกป้องเมื่อเกิดเหตุ อาทิ ACC ระบบล็อคความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ FCM ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว UMS ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว และถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง นอกจากนั้นผู้โดยสารตอนหลังยังเพลิดเพลินไปกับระบบเครื่องเสียงเหนือชั้นด้วย จอภาพแบบ Wide Screen สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง พร้อมเครื่องเล่น DVD รีโมทคอนโทรล และหูฟังอินฟราเรด 2 ชุด

มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ มอบสมรรถนะแห่งการขับขี่เหนือระดับด้วยเครื่องยนต์ MIVEC Clean Diesel ขนาด 2.4 ลิตร เสื้อสูบและฝาสูบอลูมินัมอัลลอย ให้พละกำลังสูงสุด 181 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตร พร้อมลุยทุกสภาพถนนด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Super Select 4WD II และระบบล็อคเฟืองท้าย ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

สำหรับการขับขี่ที่คุ้มค่าและประหยัดน้ำมันต้องยกให้กับ มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ และ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ที่ขับเคลื่อนโดย เครื่องยนต์เบนซิน DOHC MIVEC 12 วาล์ว ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมระบบ INC และ G-Sensor เคลมอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงสุด 23.3 กิโลเมตร/ลิตร ใน แอททราจ ใหม่ และ 23.8 กิโลเมตร/ลิตร ใน มิราจ ใหม่

จุดหมายแรกของการเดินทางในครั้งนี้คือ หมู่บ้านญี่ปุ่น ซึ่งก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาในจังหวัดอยุธยา โดยมีมร. นางามาสะ ยามาดะ เป็นผู้นำของหมู่บ้าน โดยส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นพ่อค้าและนักรบ

สมัยที่อยุธยารุ่งเรื่องถึงขีดสุด มีการค้าขายกับนานาชาติ หลายประเทศรวมทั้งญี่ปุ่น จนเป็นชุมชนญี่ปุ่นเกิดขึ้นในไทย ยามาดะ นางามาซะ หรือ ออกญาเสนาภิมุข ผู้นำและหัวหน้าหมู่บ้านสมัยนั้น ได้ตั้งกองอาสาญี่ปุ่นขึ้น และช่วยปราบกบฎ จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นถึงเจ้าเมือง นครศรีธรรมราช

ชุมชนชาวญี่ปุ่นในอยุธยาน่าจะมีขึ้นตั้งแต่สมัยพระนเรศวร เป็นชุมชนเล็กๆ ของพ่อค้าเรือสำเภาญี่ปุ่นที่ตั้งคลังสินค้า ไว้คอยสำเภาจากญี่ปุ่นในฤดูกาลปีต่อไป ก่อนหน้านี้สยามกับญี่ปุ่นต่างติดต่อทำการค้าระหว่างกันโดยมีอาณาจักรริวกิว หรือปัจจุบันคือ หมู่เกาะโอกินาวา เป็นตัวแทนการค้า รวมทั้งตัวแทนการค้ากับจีน

 

หมู่บ้านญี่ปุ่น ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออก ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนใต้ของเกาะเมือง ฝั่งตรงกันข้ามแม่น้ำ เป็นบ้านโปรตุเกส ส่วนติดกับด้านเหนือมีคลองเล็กๆ คั่นเป็นบ้านอังกฤษ และบ้านฮอลันดา ประมาณว่าในช่วงเฟื่องฟูทางการค้าอยุธยา-ญี่ปุ่นนั้น บ้านญี่ปุ่นมีประชากรอยู่ราว 1,000-1,500 คน

ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็นศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาซึ่งได้รับการจัดสวนแบบญี่ปุ่น สร้างขึ้นตามโครงการที่นักวิชาการไทย และนักวิชาการญี่ปุ่น ปรับขยายมาจากข้อเสนอเดิมของสมาคมไทย-ญี่ปุ่น และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเคยเสนอปรับปรุงบริเวณที่เคยเป็นหมู่บ้านญี่ปุ่นให้จัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์หมู่บ้านญี่ปุ่น เป็นการเสนอให้จัดตั้งเป็นศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา ทำหน้าที่เป็นสถาบันวิจัย และพิพิธภัณฑสถาน เกี่ยวกับราชอาณาจักรอยุธยาโดยรวม ด้วยงบประมาณช่วยเหลือแบบให้เปล่า จากรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นเงิน ๙๙๙ ล้านเยน (๑๗๐ ล้านบาท) เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในพระบรมราชวโรกาส ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๖๐ พรรษา และเพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาส ที่มิตรภาพระหว่างประเทศญี่ปุ่น กับราชอาณาจักรไทยได้สถาพรยืนนานมาครบ ๑๐๐ ปี


ทั้งนี้ยังมีชาวญี่ปุ่นอีกท่านหนึ่งที่มีชื่อเสียงในหมู่บ้านดังกล่าวซึ่งก็คือ คุณหญิงมารี กีมาร์ เดอ ปีนา ลูกครึ่งญี่ปุ่น – โปรตุเกส ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น “ท้าวทองกีบม้า” หลังรับราชการในพระราชวังในตำแหน่งหัวหน้าห้องเครื่องต้น ซึ่งเชื่อกันว่าท่านเป็นผู้ให้กำเนิดต้นตำรับขนมไทยทั้งทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทอง ทำให้ชาวไทยขนานนามท่านเป็น “ราชินีแห่งขนมไทย”

หลังออกจากหมู่บ้านญี่ปุ่น มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้พาสื่อมวลชนไปสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ มิตซูบิชิ ทั้ง 4 รุ่น ชมทัศนียภาพรอบๆเมืองหลวงของไทยในอดีต ก่อนจะไปทำบุณ ณ วัดหน้าพระเมรุ

วัดหน้าพระเมรุ ตั้งอยู่บริเวณริมคลองสระบัวด้านเหนือของคูเมือง (แม่น้ำลพบุรีเก่า) ตรงข้ามกับพระราชวังหลวง มีชื่อเดิมว่า “วัดพระเมรุราชการาม” ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างในสมัยใด พิจารณาได้ว่า น่าจะเป็นวัดสร้างขึ้นตรงที่ถวายพระเพลิงกษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่ง ในต้นสมัยอยุธยา เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกพม่าทำลาย และยังคงสภาพที่ดีมาก เพราะพม่าได้ไปตั้งกองบัญชาการอยู่ที่วัดนี้

พระอุโบสถเป็นแบบอยุธยาซึ่งมีเสาอยู่ภายใน แต่น่าจะมาเพิ่มเสารับชายคาที่หลังในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระประธานในอุโบสถซึ่งสร้างปลายสมัยอยุธยา เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องหล่อสำริดขนาดใหญ่ที่สุดที่ปรากฏและมีความงดงามมาก ด้านหลังพระอุโบสถยังมีอีกองค์หนึ่งแต่เล็กกว่า คือ พระศรีอริยเมตไตรย์

สิ่งสำคัญที่ปรากฏภายในวัดนี้ คือ พระอุโบสถและพระพุทธรูปประธานทรงเครื่องใหญ่ ซึ่งคงสร้างขึ้นราวรัชกาลของพระเจ้าปราสาททอง หน้าบันของพระอุโบสถเป็นไม้แกะสลักปิดทองที่แสดงรูปพระนารายณ์ทรงครุฑแวดล้อมด้วยเหล่าเทวดา คติดังกล่าวเป็นที่นิยมในสมัยโบราณที่ถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพ คือเป็นพระนารายณ์อวตาร ดังนั้น หน้าบันของโบสถ์ วิหาร หรือปราสาทราชวังที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างหรือทรงบูรณะก็มักจะทำรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเป็นสำคัญ อันมีความหมายว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดหลวง ทางทิศตะวันออกของพระอุโบสถมีวิหารน้อยที่สร้างขึ้นโดยพระยาชัยวิชิต (เผือก) ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีรูปแบบลอกเลียนมาจากพระอุโบสถ แต่ลดขนาดให้เล็กลงกับทั้งเปลี่ยนหน้าบันให้เป็นลายพรรณษาตามความนิยมของศิลปะในช่วงนั้น ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปแบบทวาราวดีขนาดใหญ่ซึ่งอัญเชิญมาจากวัดมหาธาตุ อยุธยา

ข้าง ๆ พระอุโบสถ ยังมีวิหารน้อยหรือวิหารเขียน ซึ่งมีภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องการค้าสำเภาและพุทธชาดกต่าง ๆ แล้วยังมีพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทสมัยทวารวดีขนาดใหญ่ สลักจากหินปูนสีเขียวแก่ เรียกว่า “หลวงพ่อคันธารราฐ” ซึ่งมีอยู่ไม่กี่องค์ในเมืองไทยเวลานี้ ความเก่าแก่นั้นกล่าวได้ว่าเก่าแก่สมัยสุโขทัย ไล่เลี่ยกับยุคสมัยของบูโรพุทโธ หรือบรมพุทโธ บนเกาะชวาในอินโดนีเซียเมื่อกว่า 1,000 ปีมาแล้ว

ทำบุญเสริมศิริมงคลให้กับตัวเองเป็นที่เรียบร้อย สถานที่ต่อไปคือ พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น เกริก ยุ้นพันธ์ เกิดขึ้นมาจากแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ของ รศ. เกริก ยุ้นพันธ์ ท่านเป็น อาจารย์ประจำสาขาวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็ก ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และยังเป็นนักวาดภาพประกอบ และคนทำหนังสือสำหรับเด็ก มีผลงานหนังสือภาพจำนวนมากมาย และเคยได้รับรางวัลนอมา(NOMA) จาก ประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2525 ซึ่งจากรางวัลนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดความคิดอยากสร้างพิพิธภัณฑ์ของเล่น ขึ้นในเมืองไทย

ภายในจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนด้านนอกอาคารพิพิธภัณฑ์ ซึ่งจัดเป็นสวน พักผ่อน ร่มรื่น เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่นานาพันธุ์ มีของเล่นเป็นม้าโยก ตั้งเรียงรายอยู่ด้านหน้า และบริเวณ สวนให้ น้องๆ หนูๆ ได้สนุกสนานกับการเล่นดังกล่าว รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่เป็นผู้ใหญ่อย่างเราๆ ได้ย้อนอดีตใน วัยเยาว์อีกครั้ง หากใครมาที่นี่แล้วหิวบริเวณด้านหน้าก็มีร้านอาหาร “ร้านข้าวแกงบ้านอาจารย์เกริก”ซึ่งจะขาย ก๋วยเตี๋ยวข้าวแกง และมีเครื่องดื่มกาแฟโบราณ ไอศกรีม

ส่วนที่สองคืออาคารพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลังใหญ่ 2 ชั้น สูงโปร่งทาสีขาวทั้งหลัง มีประตู หน้าต่าง แบบบ้านสมัยเก่าทาสีฟ้าดูสดใส ภายในแบ่งเป็นสองชั้น เมื่อก้าวเข้าไปสู่ตัวพิพิธภัณฑ์ด้านใน ก็จะพบ กับสิ่งของจัดแสดงไว้มากมาย โดยใช้เวลาร่วม 20 กว่าปีในการสะสม

ชั้นล่างของอาคารจัดแสดงของเล่นไทยยุคเก่าในสมัยสุโขทัย อยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ มีทั้งตุ๊กตาดินเผา กระปุก ออมสินดินเผา ฯลฯ และมีพวกข้าวของเครื่องใช้คนไทยยุคโบราณ ตั้งแต่ 100 ปีย้อยลงมาถึง 30 ปีที่แล้ว มีของโชว์มากมาย และมีการจัดแสดงใส่ตู้โชว์อย่างเป็นระเบียบสวยงาม ของโบราณที่ชวนชมมีมากมาย อาทิ เครื่องเงิน ภาพพิมพ์โบราณ เครื่องรางของขลัง เครื่องแก้วอายุหลายร้อยปี ปิ่นโตเก่าลายสวยงาม งานทองเหลือง วิทยุโบราณ สิ่งพิมพ์ยุคแรกของคนไทย หนังสือเก่า เครื่องเรือนโบราณ โปสการ์ด จดหมายในยุคแรกที่เริ่มมี การไปรษณีย์ ฯลฯและที่ชั้นล่างนี้ยังมีการจัดแสดงภาพวาดลวดลายสวยงามน่ารัก ที่เป็นฝีมือของอ.เกริกนอกจากนี้ยังมีส่วนของร้านขายของที่ระลึกด้วย มีทั้งสมุดโน๊ต แก้วน้ำ เสื้อ กระเป๋า และของเล่นสังกะสีที่ทำเลียน แบบของเล่นสมัยเก่าก็มีให้ซื้อเป็นของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับบ้านกัน

ในส่วนของชั้นสอง ก็จะได้พบกับโมเดลการ์ตูนขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นอุลตร้าแมน ซุปเปอร์แมน สไปเดอร์แมน เจ้าหนูอะตอม และอีกหลากหลายตัวที่คอยยืนต้อนรับทุกคนอยู่ และก็จะได้พบกับเหล่าของเล่นจำนวนมากมาย ที่ถูกจัดแสดงไว้ในตู้กระจก อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยดูละลานตาไปหมด จัดแสดงเป็นหมวดหมู่ ไร่เรียงไป ตั้งแตของเล่นสมัยเก่าไปจนถึงของเล่นสมัยใหม่ โดยมีพวกของเล่นสมัยเก่าให้ดูเป็นจำนวนมากและหลากรูปแบบ อาทิ ของเล่น สังกะสีสารพัดรูปแบบ มีทั้งหุ่นยนต์สังกะสีที่มีกลไก รถยนต์-เรือ-รถไฟสังกะสีที่มีสีสันสวยงาม มีตุ๊กตาเซลลูลอยด์ สารพัดแบบ ตุ๊กตาสัตว์ไขลาน ของเล่นที่ทำจากดิน ไม้ ผ้า ของเล่นที่ใช้ถ่าน และอีกหลาก หลายของเล่นที่หาดูได้ยากแต่ที่นี่มีให้ดู รวมไปถึงมีของเล่นสมัยใหม่ที่เด็กๆ ชื่นชอบให้ได้ดูกันด้วย และก็ยังมี พระ เข็มตรา เหรียญเงินตราของเก่า สะสมให้ดูด้วย เรียกว่าได้มีความสุขกับการได้ชื่นชมกับเหล่าของเล่นและ ข้าวของเครื่องใช้สมัยโบราณ ที่มีคุณค่าอยู่ในตัวกันอย่างเต็มอิ่ม

หลังจากเสร็จสิ้นกับการไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับชนชาติอาทิตย์อุทัย คณะคาราวานก็ได้มุ่งหน้าไปยังร้านอาหารแพกรุงเก่าเพื่อรับประทานอาหารเย็นในบรรยากาศริมแม่น้ำพร้อมเมนูแนะนำหลากหลาย ก่อนที่จะแยกย้ายกลับมายังกรุงเทพมหานคร ถือเป็นอันจบทริพคาราวานกระชับความสัมพันธ์ 130 ปี ไทย – ญี่ปุ่น อย่างสมบูรณ์แบบ

Facebook Comments
Share It!

AutoWorld

กูรู ผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ นักทดสอบรถมืออาชีพ