E85 เป็นจำเลยหรือเป็นโจทย์…กันแน่?

น้ำมันเชื้อเพลิงที่เราใช้กันอยู่ปัจจุบัน มาจาก 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ ได้มาจากปิโตเลียมหรือจากฟอสซิลที่ขุดเจาะลงไปใต้พื้นโลกและสูบขึ้นมาจากใต้ดินผ่านกระบวนการกลั่น โดยใช้ความร้อนสูงจะได้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ออกมา เช่น น้ำมันเบนซิน, แก๊สปิโตรเลียมเหลว, น้ำมันก๊าด, น้ำมันเครื่องบิน, น้ำมันดีเซล, น้ำมันเตา เป็นต้น เพื่อใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงกับเครื่องยนต์ต่างๆ และเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม  ซึ่งถ้ายังสูบใช้กันอย่างปัจจุบัน อีกไม่เกิน 25 ปี น้ำมันเหล่านั้นจะหมดไปจากโลกอย่างแน่นอน

 

ในขณะที่น้ำมันเชื้อเพลิงกำลังลด
จำนวนลงแต่ปริมาณความต้องการของมนุษย์กลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทั่วโลกต่างค้นหาพลังงานที่จะนำมาใช้ทดแทนน้ำมันจากฟอสซิล ซึ่งหนึ่งในทางออกนั้น คือ น้ำมันจากพืชนั่นเอง ซึ่งเป็นชนิดที่ 2 ที่จะกล่าวถึง เป็นน้ำมันที่ได้จากการสกัดจากพืชน้ำมันโดยตรง เช่น มะพร้าว, ถั่วเหลือง, ถั่วลิสง, ปาล์มน้ำมัน, งา, ละหุ่ง, เมล็ดทานตะวัน เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถได้จากพืชที่ให้แป้งและน้ำตาล เช่น มันสัมปะหลัง, ฝักข้าวโพด, อ้อย, ข้าวฟ่างหวาน, ชานอ้อย, กากน้ำตาล, ฟางข้าว โดยการนำมาย่อยสลายแป้งและน้ำมันตาลผ่านกระบวนการจนได้เอทานอล ซึ่งถ้าสามารถทำให้เอทานอลมีความบริสุทธิ์ถึงร้อยละ 99.5 ก็จะสามารถนำเอทานอลมาผสมกับน้ำมันฟอสซิล นำไปใช้กับเครื่องยนต์และถือเป็นพลังงานทดแทนที่สะอาด และช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันที่ต้องผลิตจากฟอสซิลได้

E-Ethanol 

E ย่อมาจากเอทานอล ที่ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานใหญ่หลายโรงที่ผลิตเอทานอลได้บริสุทธิ์ เกือบ 100%  ที่มีค่าออกเทนอยู่ระหว่าง 107-113 โดยนำเอาไปผสมกับน้ำมันเบนซินพื้นฐานที่เรียกว่า จีเบส มีอยู่ 2-3 ตัวในอัตราส่วนที่แตกต่างกันออกไป ให้ผลผลิตเป็นน้ำมัน E ต่างๆ เช่น E10, E20, E85 เป็นต้น

- Gasohal 91 (E10) เป็นการผสมน้ำมันพื้นฐาน ออกเทน 87 จำนวน 90% +เอทานอล จำนวน 10% ได้ออกมาเป็น E10 ที่มีออกเทนเท่ากับ 91

- Gasohal 95 (E10) เป็นการผสมน้ำมันพื้นฐานออกเทน 91 จำนวน 90%+g เอทานอล จำนวน 10 % ได้ออกมาเป็น E10 ที่มีออกเทนเท่ากับ 95 โดยประมาณ

- Gasohal E20 เป็นการผสมน้ำมันพื้นฐานออกเทน 87 จำนวน 80% 
+เอทานอล จำนวน 20% ได้ออกมาเป็นน้ำมัน E20 ที่มีออกเทน 95 โดยประมาณ อาจสูงกว่านี้ เป็น 97-99 ได้ สำหรับน้ำมันบางยี่ห้อ

- Gasohal E85 เป็นเอาน้ำมันเบนซิน 95 จำนวน 15%+ เอทานอลจำนวน 85% ได้เป็นน้ำมัน E85 ที่มีออกเทนประมาณ 105

น้ำมันเบนซินพื้นฐาน (จีเบส) บางชนิดที่นำมาผสมอาจมีต้นทุนที่สูง หรือมีปริมาณไม่เพียงพอที่จะนำมาผสมออกมาเป็นน้ำมันหลายๆ ชนิด ทำให้ปัจจุบันน้ำมันบางยี่ห้ออาจยกเลิกชนิดของน้ำมันบ้าง เช่น ยกเลิกแก๊สโซฮอล์ 91 เป็นต้น จากข้อมูลด้านบนจะเห็นได้ว่า เวลาเราเรียกบางครั้งเราจะสับสนเอง หรือไม่เข้าใจว่าตกลงแล้ว มันคือน้ำมันอะไร จึงใช้เรียกแตกต่างกัน ซึ่งน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 จริงๆ แล้วมี 2 อย่างคือ แก๊สโซฮอล์ 95 (E10) และแก๊สโซฮอล์ 95 (E20) แต่เราจะไม่เรียกแก๊สโซฮอล์ 95 ปกติว่า “E10” เราจะเรียกว่า “แก๊สโซฮอล์ 95” เฉยๆ ส่วนน้ำมัน “E20” เราจะเรียกว่า “E20” และจะไม่เรียก แก๊สโซฮอล์ 95…งงมั้ยครับ ถ้างง ให้กลับไปอ่านใหม่

มาถึงน้ำมัน E85 ที่รู้สึกว่าถูกเป็นจำเลยหรือถูกกล่าวหาอยู่เป็นประจำ ไม่ต่างกับรถยนต์ที่ไฟลุกไหม้กลางถนน โดยจำเลยที่ว่าหรือถูกหมายหัวคือรถติดตั้งก๊าซเสียทั้งหมด ทั้งๆ ที่รถยนต์ที่ไม่ได้ติดก๊าซเกิดไฟไหม้ให้เห็นไม่น้อยเช่นกัน แม้กระทั่งรถใหม่ที่เพิ่งออกเพียงไม่กี่เดือนหรือรถสปอร์ตหรูก็ตาม

 

ดังนั้นก่อนที่เราจะตัดสินอะไรหรือเข้าข้างอะไร คงต้องทำความรู้จักตัวตนของสิ่งเหล่านั้นเสียก่อน ว่าที่ถูกเป็นจำเลยนั้นมันจริงแค่ไหนหรือแค่เป็นแพะรับบาปจากการพูดปากต่อปากในวงกว้าง เพราะทุกอย่างมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป พลังงานทดแทนอื่นๆ ก็มีข้อดีและเสียมากน้อยแตกต่างกันไป ตามเงื่อนไขการใช้งาน และเงื่อนไขของตัวน้ำมันเอง

สะอาดเผาไหม้หมดจด

ประโยชน์ของเอทานอลต่อสิ่งแวดล้อมเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง เอทานอลมีปริมาณของออกซิเจนสูงกว่าราว 30% เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงเบนซิน ผลลัพธ์ที่ได้คือการเผาไหม้ที่หมดจดและสะอาดกว่า โดยทั่วๆ ไปแล้วเชื้อเพลิง  E85  จะช่วยลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ลงได้ประมาณ 20% ขณะที่มลพิษอื่นๆ เช่น คาร์บอนมอนน็อคไซด์, ไนตรัสออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะมีปริมาณลดลงอย่างมากเช่นกัน มลภาวะเหล่านี้ก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจก ตามมาด้วยสภาวะโลกร้อน

มีค่าออกเทนสูง

E85 เป็นน้ำมันที่มีค่าออกเทนสูง คือ 105 ค่าออกเทนนี้เป็นตัวบ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการต้านการน๊อค (Antiknock Quality) ของน้ำมันเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์เบนซิน เมื่อส่วนผสมของอากาศและน้ำมันเบนซินถูกจุดระเบิดจากประกายไฟ หัวเทียนจะติดไฟ เกิดเปลวไฟลุกลามเผาไหม้จนหมด และระเบิดให้พลังงานขับเคลื่อนลูกสูบต่อไป

กรณีบางส่วนของเชื้อเพลิงที่เปลวไฟยังไปไม่ถึงและเกิดจุดระเบิดเองขึ้นก่อน (Pre-ignition) อันเนื่องมาจากความร้อนและความดัน มันจะทำให้เครื่องยนต์เกิดการน็อคขึ้น ซึ่งสังเกตได้จากจะมีเสียงเหมือนเสียงเคาะโลหะดังแกร็กๆ ที่ช่างเรียกว่า “ เขก”  เกิดขึ้น จึงทำให้การใช้น้ำมันเบนซินที่มีค่าออกเทนที่เหมาะสมเท่านั้น จะมีผลดีต่อการทำงาน ของเครื่องยนต์ ทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์ เครื่องยนต์สะอาดปราศจากเขม่า ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ลดมลภาวะในสิ่งแวดล้อม และยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ และน้ำมันเครื่อง ฯลฯ ดังนั้น ค่าออกเทนในน้ำมันเบนซินจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่ผู้ผลิตจะต้องปรับปรุงคุณภาพของน้ำมันให้เหมาะสมกับการใช้งานของเครื่องยนต์ เพื่อให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ค่าออกเทนที่สูงจึงเหมาะกับรถที่มีกำลังอัดสูง ยิ่งมีกำลังเครื่องยนต์อัดสูง การสร้างกำลังม้า และแรงบิดให้กับเครื่องยนต์จะมีมากตามไปด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับองศาไฟจุดระเบิดที่เหมาะสมกันด้วย ดังนั้นทั้ง 3 อย่าง คือ กำลังอัด, ค่าออกเทน และองศาไฟจุดระเบิดควรต้องมีความสัมพันธ์เหมาะสมกัน จึงจะทำให้เครื่องยนต์เผาไหม้สมบูรณ์ สะอาดและแรง เมื่อน้ำมันที่ค่าออกเทนสูง ก็มีโอกาสทำให้เครื่องยนต์แรงได้ ถ้ามีการปรับเปลี่ยนองศาไฟช่วย แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าเครื่องยนต์ธรรมดา กำลังอัดต่ำๆ ใส่น้ำมันออกเทนสูงแล้วจะทำให้วิ่งขึ้น

เรื่องของ E85 ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำความเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นข้อด้อยของน้ำมันประเภทนี้ การใช้น้ำมันแบบนี้โดยไม่ปรับแต่งอะไรเลยจะทำได้หรือไม่ หรือถ้าต้องการติดตั้งอุปกรณ์เสริมที่ปรับปรุงการจ่ายน้ำมัน ใช้ได้หรือไม่ คงต้องติดตามต่อไป โดยยังมีเรื่องของน้ำมันประเภทที่ใส่สารเติมแต่งที่ช่วยให้เครื่องยนต์เผาไหม้สมบรูณ์ สะอาดและประหยัดซึ่งมันดีจริงมั้ย

Share It!

Comments

comments