ขับ Mitsubishi Mirage และ Attrage ใหม่ เที่ยวชานเมือง เยือนไชน่าทาวน์

Mitsubishi Mirage และ Attrage ใหม่ ที่ได้ทำการทดลองขับนั้นมีการปรับปรุงในรูปแบบไมเนอร์เชนจ์ โดดเด่นไปกับเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย มาพร้อมการออกแบบภายในที่ปราณีต ขุมพลังขนาด 1.2 ลิตร ที่ยังคงไว้ซึ่งความประหยัด คู่น้องเล็กสุดท้องในกลุ่มอีโค่คาร์ที่มาพร้อมกับความกะทัดรัด จะโดนใจหรือไม่ ติดตามได้จากรายงาน

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา บริษัท มิตซูบิชิมอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้เปิดตัวรถยนต์ในกลุ่มอีโค่คาร์รุ่น Mitsubishi Mirage และ Attrage โมเดลปี 2020 โดยมีการปรับปรุงรูปโฉมตามสไตล์ไมเนอร์เชนจ์ ด้วยการเปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ตามแบบฉบับของ Advance Dynamic Sheid ซึ่งตามรุ่นพี่อย่าง Xpander Triton และ Pajero Sport ในสไตล์ Family Look

โคมไฟหน้าเปลี่ยนใหม่ด้วยการใช้ Bi-LED พร้อมไฟกลางวันให้แสงสว่างชัดเจน ในขณะที่ไฟท้ายใช้หลอดแบบ LED ที่ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจนเช่นเดียวกัน

รถทั้ง 2 คันนี้ยังมีการเปลี่ยนลวดลายของล้อแมกใหม่ในขนาด 15 นิ้ว ล้อลายใหม่ รวมถึงเสกริ์ตแบบสปอร์ตรอบคัน

ห้องโดยสารนั้นมีการตกแต่งเพิ่มเติมในหลายส่วนเริ่มตั้งแต่คอนโซลกลางและแผงข้างดีไซน์ใหม่ เบาะนั่งเป็นแบบผ้าสลับหนังให้อารมณ์สปอร์ตยิ่งขึ้น

อุปกรณ์ความปลอดภัยและสะดวกสบายมีทั้งกล้องมองหลังที่ให้ภาพคมชัด ระบบ Infotainment ที่สามารถเชื่อมต่อกับ Apple Carplay สามารถแสดงการทำงานของแอพลิเคชั่นจากสมาร์ทโฟนมายังจอทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว และเพิ่มจุดเชื่อมต่อ USB แยกจากจอมาไว้ที่ใต้คอนโซล รวมถึงติดตั้ง Idle Stop เพื่อความประหยัด

ขุมกำลังยังคงใช้จากเครื่องยนต์เบนซินขนาด 3 สูบ ดับเบิลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ฟ ไมเวค 12 วาล์ว ขนาดความจุ 1,193 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 78 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 100 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ INVECS-III CVT

พร้อมระบบรองรับแบบแมคเฟอร์สันสตรัทที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีมพร้อมคอยล์สปริง ด้านความปลอดภัยนอกจากถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบเบรกเอบีเอส ระบบเสริมแรงเบรก BA ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว และระบบป้องกันการลื่นไถล

ทั้งนี้ยังมีในส่วนของความปลอดภัยเชิงปกป้องอย่างระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมระบบช่วยชะลอวามเร็วที่ความเร็วต่ำ ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็วและระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน

การทดสอบในครั้งนี้ได้นำทั้ง Mitsubishi Mirage และ Attrage ใหม่ เดินทางไปย่านชานเมืองโดยจุดหมายปลางทางอยู่ที่จ.พระนครศรีอยุธยา และย้อนเข้าใจกลางเมืองย่านไชน่าทาวน์เพื่อความหลากหลายของเส้นทางในการทดสอบ

ขุมพลังของอีโค่คาร์ทั้ง 2 ถึงแม้จะมีขนาดเล็กในพิกัดความจุ 1.2 ลิตร ให้กำลังสุงสุด 78 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 100 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ ก็เพียงพอต่อนน.ตัวรถที่ไม่ถึง 1,000 กม. การทำงานของเกียร์ซีวีทีทำงานได้ราบลื่น และที่ต้องเอ่ยปากชมนั่นคือการเซทอัพระบบช่วงล่างที่ให้การยึดเกาะถนนและควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ

จากอีโค่สติกเกอร์ที่เคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้สูงถึง 23.3 กม./ลิตร แต่การทดสอบในครั้งนี้ทำได้อยู่ที่ประมาณ 16 กม./ลิตรจากการขับสนุกจนลืมเรื่องของความประหยัด ซึ่งตัวเลขที่แสดงผลนั้นถือเป็นเกณฑ์ที่รับได้

การทำงานของระบบ Infotainment ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนอย่างระบบ Apple Carplay นอกจากแสดงแอพลิเคชั่นต่างๆ มี 1 แอพลิเคชั่นที่มีประโยชน์อย่าง Google Maps ที่สามารถช่วยให้ผู้ขับขี่เดินทางได้อย่างไม่ต้องกลัวหลง แถมยังใช้งานง่ายกว่าเนวิเกเตอร์ติดรถที่ต้องคอยนำรถเข้าไปรับบริการอัพเกรดโปรแกรมแผนที่ทุกๆ 1 ปี

จุดเด่นอีกเรื่องนั้นคือ FCM-LS เป็นระบบเสริมความปลอดภัย โดยจะประเมินระยะห่างจากรถยนต์คันหน้า หากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะชน ระบบจะทำการเตือน และช่วยชะลอความเร็ว โดยเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรก เพื่อให้ประสิทธิภาพในการเบรก ดียิ่งขึ้นและบรรเทาความเสียหายจากการชนด้านหน้า ซึ่งระบบนี้ทำงานควบคู่กับ RMS-FORWARD เพราะมีปุ่มเปิดปิดที่เดียวกัน

หลังจากทดลองในย่านชานเมืองก็มุ่งความแออัดใจกลางเมืองย่านไชน่าทาวน์ ด้วยการเป็นรถยนต์ขนาดกะทัดรัดจึงทำให้ไม่เป็นปัญหาในการซอกแซกหรือหาที่จอดรถ นอกจากนี้กล้องมองหลังที่ถือเป็นฟีเจอร์ใหม่ ยังช่วยให้การเข้าที่จอดรถนั้นง่ายขึ้นซึ่งแสดงภาพได้ชัดเจน

เรื่องดีๆของ Mitsubishi Mirage และ Attrage ใหม่มีอยู่มากมาย แต่ถ้าถามว่ามีอะไรให้ติบ้าง สำหรับผมคงเป็นระบบตัวช่วยประหยัดอย่าง Idle Stop ที่หากตัดการทำงานของเครื่องยนต์ คอมเพรสเซอร์แอร์ก็จะตัดการทำงานไปด้วย ซึ่งถ้ารถติดเป็นเวลานาน แรงลมที่ออกจากระบบปรับอากาศโดยไม่มีความเย็นอาจส่งผลให้ห้องโดยสารร้อนขึ้น สำหรับผุ้ที่ไม่ชอบระบบนี้ก็สามารถเปิด/ปิดสวิตช์การใช้งานที่อยู่ใกล้กับช่องแอร์ฝั่งขวามือ และตัวหน่วงคันเร่งที่ผู้ผลิตถือว่าเป็นจุดเด่น ผุ้ใช้หลายๆท่านอาจจะชอบแต่ผมมองว่าไม่ค่อยจำเป็นสักเท่าไหร่

Please follow and like us: