ตลาดรถเมืองไทยรุกคืบ…สู่สังคมรถไฟฟ้า ชี้ตลาดรถปีหน้าโตต่อเนื่อง หลังปีนี้ทะลุล้านคันแน่นอน

 

ค่ายรถยนต์ฟันธงตรงกันรถยนต์ยุคใหม่ “รุกคืบ…ก้าวสู่สังคมรถไฟฟ้า” เชื่อมคน เชื่อมเทคโนโลยี เชื่อมสิ่งแวดล้อม เชื่อมบริการ พร้อมทุ่มงบวิจัยและพัฒนาเร่งให้ความรู้ผู้บริโภคชี้ตลาดรถยนต์ปีนี้ทะลุล้านคันแน่นอนปีหน้าโตต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 5% ปัจจัยบวกเพียบเก๋งกระบะ  อีโคคาร์ยอดขายเพิ่มสูงสุดเป็นสถิติใหม่ตลาดกระบะบรรทุกเพื่อการพาณิชย์ สมาคมผู้สื่อข่างรถยนต์และจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ (Thailand Automotive Journalists Association : TAJA) จัดเสวนาทางวิชาการหัวข้อ “ชี้แนวร่วมรัฐเอกชนเปิดยุทธศาสตร์ยานยนต์ใหม่รุกทันกระแสโลก…?” โดยมีผู้บริหารจากบริษัทรถยนต์ชั้นนำและองค์กรภาคเอกชนมาร่วมแสดงความคิดเห็นเทรนด์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์                          สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ว่าเนื่องจากปีนี้อุตสาหกรรมรถยนต์ก้าวสู่มิติใหม่นั้นคือแนวโน้มการผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาดโดยยอดการผลิตรถยนต์ทุกแบรนด์ในเดือนตุลาคม 2561 อยู่ที่ 197,203 คัน เพิ่มขึ้น 20.62 เปอร์เซ็นต์ จากปีที่ผ่านมารถยนต์นั่งมียอดการผลิต 76,905 คันเพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา 9.31 เปอร์เซ็นต์ ส่วนรถกระบะ 1 ตันมียอดการผลิต 117,539 คัน เพิ่มขึ้น 30.15 เปอร์เซ็นต์ จะสังเกตเห็นได้ว่าในช่วงนี้การผลิตรถกระบะ 1 ตัน จำนวนเพิ่มมากขึ้นอันนี้ชี้ให้เห็นถึงการเติบของเศรษฐกิจของประเทศเพราะรถกลุ่มนี้ผู้บริโภคจะซื้อไปใช้ในเชิงพาณิชย์เป็นหลักซึ่งคาดว่าการผลิตรถในเดือนพฤศจิกายน 2561 จะยังคงใกล้เคียงกับเดือนตุลาคม ด้วยเหตุที่ผู้ผลิตต้องเร่งผลิตรถล่วงหน้าเพื่อชดเชยวันหยุดในช่วงเทศกาลปีใหม่และผลิตรถรองรับยอดจองที่จะเกิดขึ้นในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 35 ซึ่งคาดว่าจะมียอดจองประมาณ 4-5 หมื่นคัน

ทางด้านสถิติการผลิตรถยนต์ระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม 2561 รวมทุกประเภทอยู่ที่ 1,801,319 คัน เพิ่มขึ้น 9.75 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็นรถยนต์นั่งผลิตอยู่ที่ 738,340 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อหน้า 8.19 เปอร์เซ็นต์ รถโดยสารมากกว่า 10 ตันผลิต 437 คันเพิ่มขึ้น 95.09 เปอร์เซ็นต์รถบรรทุกมากว่า 5 ตันแต่ไม่เกิน 10 ตัน ผลิต 26,899 คัน เพิ่มขึ้น 3.83 เปอร์เซ็นต์ส่วนรถกระบะ 1 ตัน 1,035,643 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 11.05 เปอร์เซ็นต์ การผลิตรถบรรทุกขนาดใหญ่และการผลิตกระบะ 1 ตันเติบโตเป็นดรรชนีชี้วัดเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ขยายตัวเติบโตขึ้นอีกด้วย เนื่องจากการผลิตรถกระบะ 1 ตันเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย 55 เปอร์เซ็นต์และเพื่อการส่งออก 45 เปอร์เซ็นต์

เมื่อมาดูสถิติการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกและจำหน่ายภายในประเทศระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม 2561 มีการผลิตเพื่อการส่งออกรวมทั้งสิ้น 961,615 คันเพิ่มขึ้น 2.42 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 349,085 คัน ลดลงจากปีก่อนหน้า 0.01 เปอร์เซ็นต์ รถกระบะ 1 ตัน 612,530 คันเพิ่มขึ้น 3.86 เปอร์เซ็นต์รถกระบะบรรทุก 74,068 คัน ลดลง 2.10 เปอร์เซ็นต์ รถกระบะดับเบิลแค็บ 441,493 คัน เพิ่มขึ้น 5.28เปอร์เซ็นต์ รถอเนกประสงค์ PPV จำนวน 96,969 คัน เพิ่มขึ้น 2.32 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศรมทั้งสิ้น 839,704 คัน เพิ่มขึ้น 19.56 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 389,255 คัน เพิ่มขึ้น 16.77 เปอร์เซ็นต์ รถกระบะ 1 ตัน 423,113 คัน เพิ่มขึ้น 23.41 เปอร์เซ็นต์ แบ่งย่อยเป็นรถกระบะเพื่อการบรรทุก 215,212 คัน เพิ่มขึ้น 18.23 เปอร์เซ็นต์ รถกระบะดับเบิลแค็บ 150,562 คัน เพิ่มขึ้น 31.84 เปอร์เซ็นต์ รถอเนกประสงค์ PPV  57,339 คันเ พิ่มขึ้น 22.96 เปอร์เซ็นต์ รถยนต์โดยสาร 10 ตันขึ้นไป 437 คัน เพิ่มขึ้น 95.09 เปอร์เซ็นต์ รถบรรทุก 26,899 คัน เพิ่มขึ้น 3.83 เปอร์เซ็นต์

“การเติบโตขึ้นของตลาดรถกระบะเพื่อบรรทุกเป็นดรรชนีชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศเนื่องจากความต้องการใช้รถของผู้บริโภคเพื่อใช้งานเพื่อการพาณิชย์อุตสาหกรรมก่อสร้าง-โครงพื้นฐานและเกษตรกรรมนอกจากนี้ความต้องการรถยนต์ในกลุ่มรถอเนกประสงค์ SUV ยังสดใสตลาดเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาส่วนแบ่งจากตลาดจากกลุ่มรถยนต์นั่งสูงถึง 69 เปอร์เซ็นต์ โดยปัจจัยบวกมาจากขนาดเครื่องยนต์เล็กลงทำให้ราคาลดลงผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้นอัตราการเติบโตจึงดีมากๆนอกจากนี้ตลาดรถอเนกประสงค์ PPV ยังเติบโต 89 เปอร์เซ็นต์ ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคยังมีความต้องการผลิตภัณฑ์รถยนต์ในกลุ่มนี้” นายสุรพงษ์กล่าว

จากการความต้องการของตลาดภายในประเทศมากขึ้นคาดว่าประมาณการการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยจะสร้างสถิติใหม่อีกครั้งที่ 2,100,000 คัน เติบโต 5.59 เปอร์เซ็นต์ เป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 1,000,000 คัน เพิ่มขึ้น 15.96 เปอร์เซ็นต์ และผลิตเพื่อการส่งออก 1,100,000 คัน ลดลง 2.35 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการผลิตรถจักรยานยนต์ในเดือนตุลาคม 2561 รวมทั้งสิ้น 201,326 คัน เพิ่มขึ้น 2.78 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็นผลิตรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 167,314 คัน เพิ่มขึ้น 1.91 เปอร์เซ็นต์ และชิ้นส่วนประกอบ (CKD) 34,012 คัน เพิ่มขึ้น 2.78 เปอร์เซ็นต์ (คำนวณจากการใช้ชิ้นส่วนมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น 1 คัน)

 

ทางด้านการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) ตั้งแต่เริ่มโครงการปี 2643- ตุลาคม 2561 มีการผลิตทั้งหมด 2,387,512 คัน ผลิตเพื่อส่งออก 1,314,492 คัน คิดเป็นเป็นสัดส่วน 55 เปอร์เซ็นต์ ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 1,073,020 คัน คิดเป็นสัดส่วน 45 เปอร์เซ็นต์ ระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม 2561 มีจำนวน 317,621 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 7 เปอร์เซ็นต์ โดยเป็นการผลิตเพื่อกาส่งออก 145,183 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกัน 12 เปอร์เซ็นต์ แลผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 172,438 คัน เพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมาการส่งออกอีโคคาร์ลดลงเนื่องจากความต้องการในประเทศเพิ่มขึ้นสัดส่วนการจำหน่ายอีโคคาร์ในประเทศเพิ่มเป็น 55 เปอร์เซ็นต์ ส่งออก 45เปอร์เซ็นต์ จากในช่วงเดียวกันของปีก่อน จำหน่ายในประเทศ 45 เปอร์เซ็นต์ ส่งออก 55 เปอร์เซ็นต์ โดยอีโคคาร์มีสัดส่วนจากการผลิตรถทั้งหมด 317,621 คัน หรือมีสัดส่วนจากยอดการผลิตรถทั้งหมด 17.63 เปอร์เซ็นต์เป็นการส่งออก 15.10 เปอร์เซ็นต์จำหน่ายในประเทศ 20.54 เปอร์เซ็นต์

 

ส่วนสถิติการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม – ตุลาคม 2561 อยู่ที่ 2,130,381 คันเพิ่มขึ้น 1.67 เปอร์เซ็นต์แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) จำนวน 1,724,595 คันเพิ่มขึ้น 0.38 เปอร์เซ็นต์ และชิ้นส่วนประกอบ (CKD) จำนวน 405,786 คันเพิ่มขึ้น 5.43 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากค่ายรถจักรยานยนต์ใช้ประเทศไทยเป็นการผลิตจักรยานยนต์บิ๊กไบค์เพื่อส่งออกไปต่างประเทศกำลังการผลิตจึงเพิ่มขึ้นตามคงามต้องการของตลาดโลกอย่างไรก็ตามแม้กระแสรถยนต์ไฟฟ้าจะมาแรงทั่วโลกแต่สำหรับในประเทศไทยมีรถยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมถึงเดือนตุลาคม 2561 จำนวน 1.435 คัน เพิ่มขึ้น 61 เปอร์เซ็นต์จากเดือนเมษายน 2561 ที่มียอดจดทะเบียนสะสม 1,374 คัน โดยแบ่งเป็นรถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน7คนจำนวน 133 คัน เพิ่มขึ้น 45เปอร์เซ็นต์ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน จำนวน 3 คัน รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 1,131 คัน โดยรถไฟฟ้าส่วนใหญ่จะเป็นรถจักรยานยนต์มากกว่ารถยนต์

ทางด้านนายกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าตลาดรถยนต์กลุ่มพรีเมี่ยมในปี 2560 ที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตสูงถึง 27 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าปี 2561 อัตราการเติบโตของตลาดรถยนต์กลุ่มพรีเมี่ยมจะอยู่ที่ระดับ 28,000 คัน หรือมีอัตราการเติบโตจากปีก่อนหน้า 12 เปอร์เซ็นต์ โดยในปี 2559 บีเอ็มดับเบิลยูเริ่มให้ความสนใจเข้ามาทำตลาดรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid) และรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) ซึ่งทางบีเอ็ม ดับเบิลยูได้มีการให้ความรู้เรื่องรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดกับผู้บริโภคผ่านการจัดสัมมนาทางวิชาการในรูปแบบต่างๆ และได้ขยายการให้ความรู้ไปสู่การให้ความรู้รถยนต์ไฟฟ้านอกจากนี้ยังให้ทุนการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนารถยนต์ไฮบริดกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ในประเทศไทย โดยรวมไปถึงการลงทุนตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าทั่วประเทศ 50 สถานีซึ่งจะดำเนินการได้ครบถ้วนภายในปีนี้ผลของการดำเนินยุทธศาสตร์ดังกล่าว ส่งผลให้ปีนี้รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ปลั๊กอินไฮบริด มีอัตราการเติบโตสูงถึง 112 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยูยังได้ลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่ศูนย์พัฒนา Autonomous เมืองมิวนิกประเทศเยอรมนีเพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ทางธุรกิจยานยนต์ในอนาคตของบีเอ็มดับเบิลยูทั่วโลก 4 แนวทางที่จะมาเป็น Value Change กุญแจดอกสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์คือ A:Autonomous / E:Electrified / C:Connected / S:Services สำหรับแนวทางการวิจัยและพัฒนารถยนต์ของบีเอ็ม ดับเบิลยู เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในอนาคต เพราะการที่สังคมไทยจะก้าวสู่สังคมรถไฟฟ้ายังต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงเพื่อสร้างประโยชย์สูงสุดทั้งภาครัฐเอกชนและผู้บริโภค

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงแนวทางการพัฒนารถยนต์มาสด้าในอนาคตว่า มาสด้ายังคงยึดแนวคิด zoom-zoom มุ่งเน้นโมเดลธุรกิจ CASE : C=Connected,  A=Autonomous, S=Shared, E=Electric ที่ยังคงวิสัยทัศน์ที่โลกผู้คนและสังคมพร้อมวางแผนทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไว้ว่าปี 2573 จะลดการผลิตรถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปให้ได้ 50% และในปี 2593 จะลดเหลือเพียง 90% โดยตั้งเป้าหมายให้การผลิตรถยนต์เป็นรถไฟฟ้าแบบไฮบริดหรือปลั๊กอินรวมไปทั้ง EV ให้ได้ 95% ของการผลิตรถทั้งหมด นอกจากนี้ทางมาสด้ายังมีแผนนำเสนอยานยนต์ไร้คนขับออกสู่ตลาดในปี 2568 โดยในอนาคต Mazda EV ก็จะยังคงเป็นรถที่อยู่ในวิสัยทัศน์ที่จะตอบโจทย์นำเสนอให้มีการขับขี่ที่สุกมีความรับผิดชอบต่อโลกและเหมาะสมกับสังคมและผู้คน

“รถไฟฟ้าของทางมาสด้าที่จะเกิดขึ้น จะเป็นการนำเครื่องโรตารี่มาใช้ในการสร้างกระแสไฟฟ้ากลับไปสู่  แบตตอรี่ในรูปแบบไฮบริดรวมถึงจะมีการต่อยอดการผลิตให้รองรับแก๊สแอลพีจีทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมถึงเรื่องของกระแสดไฟฟ้าที่อาจะมีผลกระทบจากพายุหรือไฟฟ้าดับสามารถนำเชื้อเพลิงจากแก๊สแอลพีจีมาใช้กับรถแล้วจ่ายไฟกลับไปยังเครื่องใช้ต่างๆในบ้าน”นายธีร์กล่าว

ทางด้านนายองอาจ พงศ์กิจวรสิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปิดเผยว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีการผลิตอยู่ในอันดับ12ของโลกอันดับ4ของเอเซียและเป็นที่1ของอาเซียนและโอเชียเนียรวมถึงตะวันออกกลาง ซึ่งถือว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างมากในการเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์และที่สำคัญประเทศไทยยังติดอันดับหนึ่งในห้าของโลกในเรื่องของความคุ้มค่าในการผลิตเทียบเท่าญี่ปุ่นหรือประเทศชั้นนำของโลกด้วยกระแสของโลกอุตสาหกรรมยานยนต์ ปัจจุบันจะเห็นว่ามีแนวโน้มไปเรื่องของรถพลังงานไฟฟ้าหรืออีวีซึ่งเหตุผลของการเกิดอีวีนั้นเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดของอีวีคือมีมลภาวะน้อยกว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการใช้เชื้อเพลิงแต่ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายมากนักโดยมียอดขายรถอีวีไม่ถึง1%แต่อย่างไรก็ตามในหลายประเทศได้มีการพัฒนาและมีทิศทางนโยบายการใช้รถอีวีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตัวอย่างเช่นยุโรปคาดว่าปี 2573 จะมีรถที่เป็นไฮบริดหรือปลั๊กอินและอีวีอยู่ที่ 20-30% ส่วนมหาอำนาจอย่างจีนตั้งเป้าว่าในปี 2593 จีนจะใช้รถเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมดส่วนญี่ปุ่นมีการคาดการณ์ว่า 2593 จะลดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Effect) ให้ได้ 80% โดยในอนาคตอันใกล้รถยนต์ 100คัน จะต้องเป็นรถไฟฟ้า 20-30%

“ทางด้านเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคตสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คงไม่พ้นเรื่องของแบตเตอรี่จะถูกพัฒนาให้ได้ระยะการขับขี่ได้ไกลขึ้นต่อมาเรื่องแรงบิดที่จะถูกพัฒนาให้สามารถลากจูงของที่มีขนาดใหญ่ได้อันต่อมาก็คงไม่พ้นเรื่องราคาที่ถูกลงและสุดท้ายคือการได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้รถไฟฟ้าเกิดขึ้นมาได้เร็วยิ่งขึ้นสุดท้ายคือประเทศไทยจะรักษาฐานการผลิต3ล้านคันและรักษามาตรฐานการผลิตเหนือคู่แข่งในตลาดจึงจำเป็นที่จะต้องเตรียมตัวและเปลี่ยนแปลงการผลิตรถไฟฟ้าเพราะอย่างไรรถไฟฟ้าเกิดขึ้นอย่างแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว”นายองอาจกล่าว

ขณะที่นางสาวสุรีทิพย์ ละอองทองโฉมทองดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายการตลาด บริษัท  นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด มองแนวโน้มตลาดรถยนต์ว่าในฐานะที่นิสสันเป็นบริษัทข้ามชาติการกำหนดกลยุทธ์และทิศทางการดำเนินธุรกิจจึงเป็นกลยุทธ์ระดับโลกเพื่อตอบโจทย์การตลาดทั่วโลกซึ่งจะขับเคลื่อนภายใต้ปรัชญา “Nissan Intelligent Mobility : NIM” คือเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ในอนาคตที่นิสสันพัฒนาขึ้นมาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้ผู้ขับขี่ซึ่งจะเป็นการเชื่อมต่อระว่างระบบนิเวศชุมชนและผู้ขับขี่เข้าด้วยกันนับเป็นกุญแจสำคัญสู่โลกสะอาดและปลอดภัยนับจากนี้ไปนิสสันจะสร้างแบรนด์เพื่อสร้างการรับรู้ด้วยองค์ประกอบดังต่อไปนี้คื

  • Nissan Intelligent Power : ความก้าวล้ำของระบบขับเคลื่อน
  • Nissan Intelligent Driving : ความก้าวล้ำของการขับขี่
  •  Nissan Intelligent Integration : ความก้าวล้ำของการผสานเทคโนโลยี

จากข้อมูลการวิจัยของสำนักงานสถิติแห่งล่าสุดระบุว่าในปี 2573 ประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบการเคลื่อนไหวและการเชื่อมต่อ (Mobility + Connected) จะเข้ามาอยู่บนรถยนต์และเคลื่อนไหวไปพร้อมกับรถและผู้ขับขี่ “ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีอะไรก็ตามจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากความต้องการของผู้บริโภค (Demand) รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังจะเข้ามาสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ก็เช่นกันจากข้อมูลของนิสสันระบุว่ามีคนจำนวนมากถึง40เปอร์เซ็นต์มีความสนใจที่จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าโดยมีจำนวน 1 ใน 3 ยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มอีก 5 เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะได้เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าต้องยอมรับว่าอนาคตยานยนต์ปฏิเสธไม่ได้ในสิ่งที่กำลังจะมาถึงดังนั้นค่ายรถยนต์ต้องเร่งให้ความรู้เตรียมความพร้อมกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต” นางสาวสุรีทิพย์กล่าวในที่สุด

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ:

สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย

โทร.:  0 2043 5958, 06 1223 7516

Email:  tajathailand@gmail.com

Website:  www.tajathailand.com

Please follow and like us: