Wednesday, April 14, 2021
HomeAuto Test(มีคลิปวีดีโอ) ทดลองขับ BMW X1 Sdrive20d ปรับโฉมใหม่ ราคาเดิม เติมตัวช่วย แต่ยังน้อยไปนิด

(มีคลิปวีดีโอ) ทดลองขับ BMW X1 Sdrive20d ปรับโฉมใหม่ ราคาเดิม เติมตัวช่วย แต่ยังน้อยไปนิด

ถึงเวลาที่ BMW จะแต่งหน้าทาปากให้กับรถยนต์ที่ออกสู่ตลาด และในครั้งนี้เป็นคิวของ BMW X1 LCI รหัสลงท้ายที่แฟนๆค่ายใบพัดรู้กันดี และเราได้นำ BMW X1 Sdrive20d M sport ที่ถือเป็นรุ่นท๊อพ มาทำการรีวิวและทดสอบ แง้มไว้สักนิดว่าราคาไม่ได้ปรับ (2.599 ล้านบาท) และมีออฟชั่นเสริมมาพอสมควร ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ติดตามได้จากรายงาน

BMW X1 Sdrive20d M sport ยังคงขนาดมิติตัวรถเดิมด้วยความยาว 4,447 มิลลิเมตร กว้าง 1,821 มิลลิเมตรและสูง 1,598 มิลลิเมตร แต่มีการปรับปรุงเพิ่มเริ่มจากไฟหน้า กระจังและกันชนแบบใหม่

BMW X1 1

ไฟหน้าใช้เป็นแบบโปรเจคเตอร์เลนส์แอลอีดี เช่นเดียวกับไฟตัดหมอก มาพร้อมระบบเปิด/ปิด อัตโนมัติ ชุดกระจังรมดำและกันชนเป็นชุดแต่ง M Sport รวมถึงล้ออัลลอยที่เปลี่ยนขนาดจาก 18 เป็น 19 นิ้ว สไตล์ Double Sporke

BMW X1 2
BMW X1 3

ด้านท้ายก็ถูกปรับโฉมใหม่โดยกรอบไฟท้ายเป็นแบบแอลอีดี และกันชนที่เสริมความบึกบึน รวมถึงปลายท่อไอเสียที่มีทั้งฝั่งซ้ายและขวา ทั้งยังมากับฝาท้ายเปิด/ปิดด้วยระบบไฟฟ้า และราวหลังคาทำสีดำเงา

BMW X1 4

ภายในแต่งเท่ด้วยเบาะคู่หน้าทรงสปอร์ต ปรับด้วยไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ หุ้มหนังแท้ Dakota ส่วนเลาะหลังปรับและพับได้แบบ 40:20:40

BMW X1 5

พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นและหุ้มหนังพร้อมสัญลักษณ์ M ด้านหลังยังมีแป้นเปลี่ยนเกียร์แบบแพดเดิลชิฟท์

BMW X1 7

การออกแบบโดยรวมอาจจะปรับแต่งเพียงเล็กน้อยด้วยการอัพเกรด หน้าจอกลางเป็น 10.25 นิ้ว แต่ก็ถือเป็นไฮไลท์สำคัญ เพราะทำหน้าที่แสดงการทำงานของหลายระบบทั้ง ระบบแผนที่นำทาง Navigation System รุ่น Plus, ระบบ BMW ConnectedDrive, ระบบแสดงข้อมูลการจราจรแบบ Real-time,บริการติดต่อผู้ช่วยส่วนตัว Concierge Service,ระบบ Remote Service และระบบ Teleservice นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนในระบบ Appple Carplay ซึ่งควบคุมและสั่งการได้ทั้งระบบสัมผัสและปุ่ม I-Drive

BMW X1 7

ระบบปรับอากาศแยกการควบคุมอุณหภูมิแบบ Dual Zone ที่สามารถกระจายความเย็นไปได้ทั่วห้องโดยสารและบริเวณปุ่ม I-Drive ยังมีเบรกมือไฟฟ้า ปุ่มควบคุมโหมดการขับขี่ทั้ง Sport Normal และ Eco Pro

BMW X1 8

เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ รหัส B47 BMW TwinPower Turbo ขนาด 2.0 ลิตร 1,995 ซีซี. ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Steptronic Sport ขับเคลื่อนล้อหน้า FWD อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 7.9 วินาที และมีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 19.2 กม./ลิตร

BMW X1 9

ช่วงล่างหน้าแบบอิสระ ด้านหลังเป็นมัลติลิงค์ มาพร้อมดิสเบรกทั้ง 4 ล้อ นอกจากนี้ยังได้รับการติดตั้งระบบช่วยเพื่อความปลอดภัยได้แก่
-ระบบควบคุมการขับขี่ขณะเข้าโค้ง Performance Control
-ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้าฝั่งคนขับ Head-up Display
-ระบบควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง Park Distance Control (PDC)
-ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS
-ระบบกระจายแรงเบรก EBD
-ระบบเสริมแรงเบรก BA
-ระบบควบคุมแรงดันเบรกแบบแปรผัน DBC
-ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ DSC
-ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน DTC
-ระบบเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ Attentiveness Assistant
-ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
-ถุงลมนิรภัยด้านข้าง
-ม่านถุงลมนิรภัย
-เซนเซอร์กะระยะช่วยจอดด้านหน้า
-เซนเซอร์กะระยะช่วยจอดด้านหลัง
-กล้องมองภาพขณะถอยจอด

การทดสอบสมรรถนะในด้านความแรงยังถือว่าเป็นทีเด็ด ขุมพลังดีเซลขนาด 2.0 ลิตร รุ่นนี้ถือว่าล่ารางวัลมาพอสมควรจากโซนยุโรป เครื่องยนต์เป็นแบบเทอร์โบคู่ ให้แรงม้าสูงถึง 190 แรงม้า พร้อมแรงบิด 400 นิวตันเมตร หากใช้งานร่วมกับโหมด Sport พอกระแทกคันเร่งเต็มแรง ทำเอาหลังติดเบาะได้ง่ายๆ

BMW X1 10

ระบบส่งกำลังแบบ Steptronoc 8 จังหวะ ปรับเปลี่ยนอัตราทดได้ราบลื่น และเพิ่มความสนุกในการขับขี่ด้วยแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย แต่นอกจากความแรง อัตราสิ้นเปลืองอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเลิศ เพราะแตะใกล้ 20 กม. /ลิตร

BMW X1 11

โหมดการขับขี่มีความแตกต่างกันชัดเจน โดยเป็นการปรับเซ็ทจากโรงงานผู้ผลิต ซึ่งแต่ละโหมดนั้นเน้นไปที่การตอบสนองของเครื่องยนต์และน้ำหนักของพวงมาลัย โดยมีระบบปรับน้ำหนักตามความเร็วติดตั้งมาให้เป็นทุนเดิม สำหรับการใช้งานเครื่องยนต์จะปลดรอบเดินเบาให้เพิ่มขึ้นมาอีกโหมดละ 500 รอบ/นาที ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่ใช้งานโหมด Sport เสียงเครื่องยนต์จะคำรามให้ได้ยินชัดเจนขึ้น ในขณะที่ Eco Pro อาจจะตอบสนองช้าลง แต่ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้มาซึ่งความประหยัด

ระบบช่วงล่างปรับเซทมาในสไตล์สปอร์ต เพื่อการขับขี่ที่มั่นใจในทุกสภาวะการณ์ แต่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ที่อยู่ในรุ่นพี่ทั้ง X3 และ X5 ยังไม่ถูกยกมาใส่ ซึ่งรถคันนี้เป็นระบบขับเคลื่อนล้อหน้า เมื่อเรียกใช้ความแรง กำลังที่ถูกถ่ายลงล้ออาจทำให้ด้านหน้ารู้สึกลอยๆ

BMW X1 12

อีกหนึ่งเรื่องที่เด็ดนั่นคือการรายงานสภาพจราจรแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้ขับขี่รู้ถึงเส้นทางและความแออัดของจำนวนผู้ใช้รถได้อย่างทันท่วงที และการแสดงผลผ่านหน้าจอที่ปรับจาก 8 นิ้วในรุ่นเดิมมาเป็น 10.25 นิ้ว การแสดงภาพหรือกราฟฟิกต่างๆ ให้ความคมชัดสูง แต่ทั้งนี้ การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนก็ยังทำได้เพียงแค่ระบบ Apple Carplay เท่านั้น

BMW X1 13

บทสรุปของการทดสอบในครั้งนี้ สิ่งที่เพิ่มเข้ามานอกจากรูปลักษณ์ที่ทันสมัยพร้อมชุดแต่ง M ชุดไฟเปลี่ยนเป็นแอลอีดีทั้งหน้าและหลัง ฝาท้ายมีระบบเปิดอัตมัติโดยการใช้เท้า หรือเรียกง่ายๆว่าคิกส์เซนเซอร์ ภายในมีจอขนาดใหญ่ขึ้นพร้อมเฮดอัพดิสเพลย์แต่ก็แสดงได้แค่ความเร็ว และตัวช่วยการขับขี่ยังน้อยไปนิด โดยเฉพาะระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ยังไม่ถูกติดตั้งมาให้ แต่ก็แก้เขินด้วยการมี Speed Limit แต่ความโดดเด่นมาจากเครื่องยนต์ที่ได้ทั้งขับสนุกและประหยัด

BMW X1 14

ราคาค่าตัว 2.559 ล้านบาท หากเทียบกับคู่แข่งตลอดกาลจากค่ายตราดาวในรุ่น GLA ที่ออฟชั่นล้น ซึ่งตั้งราคาไว้เพียง 2.399 ล้านบาท นอกจากได้รูปลักษณ์ที่ใหม่ สด ฟีเจอร์ที่ติดมากับรถยังถือว่าเป็นต่อ แต่อาจตกเป็นรองเพียงแค่ขุมพลัง เพราะ BMW X1 SDrive 20D ได้รับการติดตั้งขุมพลังที่ขับสนุกและรวดเร็วทันใจ แต่ก็ได้มาซึ่งอัตราบริโภคเชื้อเพลิงที่ให้ความประหยัดกว่า

Most Popular

Recent Comments