(มีคลิปวีดีโอ) เปรียบเทียบรถยนต์พลังไฟฟ้า ค่ายไหน รุ่นอะไร เหมาะกับสไตล์ของคุณ

เรื่องนี้เราได้รวบรวม รถยนต์ไฟฟ้า ทั้ง EV และ PHEV ซึ่ง MG เป็นผู้นำตลาด EV เพราะมีโปรดักส์มากที่สุด ทั้งนี้ยังได้นำมาเปรียบเทียบกับคู่แข่งในแต่ละเซกเมนต์ เพื่อนำเสนอให้กับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้า เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ

หากกล่าวถึงรถไฟฟ้าที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันสำหรับในบ้านเรา ณ วันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่าค่าย MG นั้นเป็นแบรนด์ที่นำเสนอรถไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดกันอย่างต่อเนื่อง และรุ่นแรกที่ทำตลาดนั่นคือ MG ZS EV

รถยนต์ไฟฟ้า 1

MG ZS EV รถยนต์พลังไฟฟ้า 100 % ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 110 KWH หรือเทียบเท่า 150 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงถึง 350 นิวตันเมตร ชาร์จไฟ 1 ครั้งด้วย Home Charge ในเวลาเพียง 6.5 ชั่วโมง และ Quick Charge เพียง 30 นาที จะได้พลังงานกลับมาถึง 80 % เปิดตัวสนั่นวงการด้วยราคาเพียง 1.19 ล้านบาท พร้อมของแถม Home Charge และติดตั้งฟรี

รถยนต์ไฟฟ้า 2

ห้องโดยสารไม่ได้มีอะไรผิดแปลกไปจากรุ่นปกติและยังคงโดดเด่นด้วย Panoramic Sunroof ที่มีขนาดใหญ่กินพื้นที่กว่า 70% ของหลังคารถ ภายในเน้นวัสดุ Soft Touch กว่า 80 % ทั้งแผงคอนโซลและแผงข้าง ในส่วนของเบาะนั่งหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ เช่นเดียวกับพวงมาลัยซึ่งเป็นแบบท้ายตัดสไตล์สปอร์ตมาพร้อมระบบมัลติฟังค์ชั่น ซึ่งใช้ควบคุมอีกหลายระบบ ทั้งวิทยุ เนวิเกเตอร์ รวมถึงระบบ i-Smart ที่ใช้เสียงภาษาไทยในการสั่งการทั้งการเปิด/ปิด ซันรูฟ การปรับตั้งระบบปรับอากาศและวิทยุ เป็นต้น

รถยนต์ไฟฟ้า 3

นอกจากนี้สวิตช์ควบคุมฝั่งขวามือจะมีหน้าที่ในการปรับเซ็ทระบบเพื่อความสะดวกสบายและปลอดภัยอีกเพียบ ทั้ง ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา Blind Sport Detection ติดตั้งที่กระจกมองข้างทั้ง 2 ฝั่ง ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control), ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist),ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning), ระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist), ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning), ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention) และระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist)

รถยนต์ไฟฟ้า 5

 

คอนโซลกลางติดตั้งจอทัชกรีนขนาด 8 นิ้ว มีหน้าที่ในการแสดงผลของทุกระบบตัวช่วยการขับขี่ วิทยุ ระบบปรับอากาศ รวมไปถึงการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า

ว่ากันด้วยเรื่องโหมดขับขี่ที่มีมาให้ถึง 3 รูปแบบ โหมด Eco เป็นโหมดเพื่อการประหยัด พลังขับเคลื่อนจากมอเตอร์ไฟฟ้าจะปล่อยออกมาไม่มากนักเพื่อการประหยัดพลังงานจากแบตเตอรี่ เหมาะสมกับการใช้งานในเมืองที่ต้องการความประหยัด

Normal เป็นโหมดที่ใช้ขับขี่ทั่วไป พลังจากมอเตอร์จะปลดปล่อยมาให้เพียงพอต่อการใช้คันเร่ง และพวงมาลัยจะหนืดขึ้นเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น

Sport โหมดนี้สำหรับสายซิ่งที่ต้องการการตอบสนองต่อคันเร่งซึ่งเรียกพลังได้อย่างรุนแรง แต่ทั้งนี้อาจติดขัดนิดหน่อยตรงที่มีการล๊อคความเร็วไว้ที่ไม่เกิน 160 กม./ชม. และพลังงานจากแบตเตอรี่ก็หมดไวขึ้นเป็นทวีคูณ

รถยนต์ไฟฟ้า 4

ระบบที่คอยเรียกพลังกลับมายังแบตเตอรี่อย่าง KERS (Kinetic Energy Recovery System) จะทำหน้าที่ในการรีชาร์จพลังด้วยการแปรแรงเฉื่อยจากล้อให้กลับมาเป็นพลังงานเพื่อส่งกลับไปยังแบตเตอรี่ ระบบนี้จะมีให้เลือกถึง 3 ระดับ โดยที่ระดับ 3 จะช่วยทำให้การสรางกำลังกลับไปยังแบตเตอรี่เร็วยิ่งขึ้น

รถยนต์ไฟฟ้า 6

ต่อกันที่ MG HS PHEV รถเอสยูวีปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่

รถยนต์ไฟฟ้า 8

รูปลักษณ์โดยรวมยังคงความเป็นสปอร์ตี้เอสยูวี ไฟหน้าเน้นการใช้งานจากแอลอีดีโปรเจคเตอร์ ที่มีไฟเลี้ยววิ่งแบบรถยุโรปและเดย์ไทม์ในโคมเดียวกัน พร้อมระบบเปิด-ปิด ไฟสูงอัตโนมัติ ในขณะที่ความต่างมาจากล้อแมกที่ยังคงขนาด 18 นิ้วแต่มีลวดลายที่แตกต่าง รวมถึงสัญลักษณ์ PHEV บริเวณท้ายรถ อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจเรียกกันง่ายๆว่า KicK Sensor นั้นยังไม่ได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน แต่จะมีจำหน่ายเป็นแอคเซสซอรี่ตามโชว์รูมทั่วประเทศในราคาหลักพันบาท

รถยนต์ไฟฟ้า 10

หลังคาพาโนรามิคซันรูฟขนาดใหญ่เกือบ 80% ของห้องโดยสารยังคงไว้ซึ่งสไตล์เฉพาะตัว เบาะนั่งยังใช้โครงเดิมในรูปแบบกึ่งบักเกทซีท แต่มาในสีใหม่นั่นคือดำด้ายแดง และขาวสลับน้ำเงิน แต่งหนัง Alcantara แบบเดียวกับรถหรูจากฝั่งยุโรป

รถยนต์ไฟฟ้า 11

 

อีกหนึ่งความแตกต่างที่เพิ่มเข้ามานั่นคือปุ่มการทำงานของโหมด EV บริเวณคอนโซลเกียร์ ที่เหลือเหมือนรุ่นปกติแบบยกมาทั้งกระบิ ทั้งไฟ Amblient Light ซึ่งปรับเปลี่ยนได้ถึง 64 เฉดสีและยังปรับตามโหมดการขับขี่ ทั้ง Eco Normal และ Super Sport mode บริเวณมาตรวัดมีจอแสดงผล Interactive Multi-Function Display ขนาด 7 นิ้วที่แสดงผลของระบบเอนเตอร์เทนเมนท์ซิสเต็ม และการทำงานของระบบ Advance Driver System ในรูปแบบของภาพกราฟฟิกสีสดใส

รถยนต์ไฟฟ้า 12

พวงมาลัยเป็นแบบท้ายตัดติดตั้งระบบมัลติฟังค์ชั่นใช้สั่งการระบบต่างๆ และจะมีปุ่มควบคุมโหมด Super Sport สีแดงสดแยกออกมาอย่างโดดเด่น

รถยนต์ไฟฟ้า 13

เครื่องยนต์บล็อกเดิมมีระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบ มากับขนาดความจุ 1,490 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 162 แรงม้าที่ 5,600 รอบ พร้อมแรงบิด 250 นิวตันเมตรที่ 1,700-4,400 รอบ ส่วนขุมพลังของมอเตอร์ไฟฟ้ายังถูกปิดเป็นความลับ ซึ่งข้อมูลทั้งในจีนและสหราชอาณาจักรนั้นเป็นมอเตอร์ที่ให้กำลังถึง 122 แรงม้า แต่ในประเทศไทยอาจมีการลดทอนลงเนื่องด้วยเรื่องของการปล่อยค่าต่างๆ

รถยนต์ไฟฟ้า 14

ส่วนแบตเตอรี่เป็นแบบลิเธียมไออ้อน ที่ว่ากันว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในรถเซกเมนต์นี้ ติดตั้งบริเวณพื้นของห้องโดยสาร และแบ่งออกเป็น 6 โมดูล ซึ่งรวมกันแล้วมีพลีงถึง 16.6 KWH เลยทีเดียว ส่วนเรื่องของการชาร์จไฟ สามารถนำปลั๊กที่ติดตั้งกับรถอัดประจุไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ในเวลา 5.5 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็น Wall Charge จะทำได้เร็วขึ้นในเวลาเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น

รถยนต์ไฟฟ้า 15

ระบบเกียร์เป็นแบบ Twin Clutch Sportronic เดิมทีเป็น 7 จังหวะ แต่เมื่อรวมกับที่ต้องใช้งานส่วนของมอเตอร์ฟ้าจะขยับขึ้นเป็น 10 จังหวะ และคันเกียร์ก็มีหน้าตาที่เปลี่ยนไป แต่ระบบแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัยยังมีเหมือนเดิม

MG EP รถยนต์ไฟฟ้าในรูปแบบสเตชั่นแวกอน

รถยนต์ไฟฟ้า 16

ถือเป็นรถพลังงานทางเลือกรุ่นที่ 3 ด้วยรูปแบบของรถไฟฟ้า 100% ในรุ่น MG EP ตั้งราคาจำหน่ายไว้เพียง 988,000 บาท รถในคลาสของกลุ่มสเตชั่นแวกอนที่ห่างหายไปจากตลาดเมืองไทยมานาน โดยมีโครงสร้างที่จัดอยู่ในกลุ่มของรถ C Segment กระจังหน้าตกแต่งด้วยเปียโนแบลคและแถบสีโครเมียม บริเวณโลโก้สามารถเปิดออกเพื่อใช้เป็นที่เติมประจุไฟฟ้าซึ่งใช้ช่องเสียบชาร์จมาตรฐานสากลในรูปแบบ Type 2

รถยนต์ไฟฟ้า 16

ไฟหน้าเป็นโคมโปรเจคเตอร์เลนส์พร้อมแอลอีดีและไฟกลางวัน เช่นเดียวกับไฟท้าย

จุดที่น่าสนใจนั่นคือรอบคันจะมีเพียงเซนเซอร์ที่กันชนหลัง แต่เรดาร์ต่างๆที่เคยมีมาในรุ่นก่อนถูกถอดออกไปหมด เท่ากับว่า รถรุ่นนี้จะไม่มีตัวช่วยความปลอดภัยอย่างระบบ ADAS แบบในรุ่น ZS และ HS

ค๊อกพิทดีไซน์ให้ใช้งานอุปกรณ์ต่างๆได้ง่าย พวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่นที่ปรับได้ในส่วนของวิทยุและการใช้งานระบบต่างๆที่จะแสดงบนจอ TFT ขนาด 7 นิ้ว ซึ่งมีพระเอกเพียงระบบ Tire Pressure แต่ในส่วนของเทคโนโลยี ADAS ที่มีทั้งเบรกอัตโนมัติ ล๊อคความเร็วแบบรักษาระยะห่าง เตือนออกนอกเลน ฯลฯ ที่อยู่ในรุ่นพี่อย่าง HS ถูกถอดออกไปเกลี้ยง

รถยนต์ไฟฟ้า 18

รถยนต์ไฟฟ้า 19

จอกลางแบบทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว นอกจากแสดงการทำงานของระบบความบันเทิง ยังแสดงภาพจากกล้องมองหลังพร้อมเซ็นเซอร์เสียงเตือน ทั้งนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้ง Apple Carplay และ Android Auto ส่วนภาคการแสดงของคำสั่งเสียง “Hello MG” และการเชื่อมต่อกับ True Online ที่สามารถค้นหาได้ทั้งเพลงดัง ร้านอาหารเด็ดและฟีเจอร์โดนๆอย่างการออกผลสลากกินแบ่ง ถูกถอดออกไปเช่นกัน และแน่นอนว่าการเป็นรถไฟฟ้า ก็ต้องมาพร้อมกับ Kers Mode ที่ปรับการหน่วงของล้อเพื่อดึงไฟกลับไปยังแบตเตอรี่จากการสร้างแรงเฉื่อยจากล้อ สามารถปรับได้ถึง 3 ระดับ รวมถึงมีโหมดการขับขี่ทั้ง Sport Normal และ Eco

รถยนต์ไฟฟ้า 20

บริเวณชุดเกียร์ไฟฟ้าที่เป็นในรูปแบบของ Single Speed นั้นมีเบรกมือไฟฟ้า รวมถึง Auto Hold

NEW MG EP ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% โดยใช้แบตเตอรี่ Lithium-Ion มีความจุรวมถึง 50.3 kWh ทำให้สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าได้ระยะทางไกลถึง 380 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง พร้อมด้วยระบบระบายความร้อนแบบ Liquid Cooling System ที่จะช่วยให้แบตเตอรี่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ภายใต้สภาวะต่างๆ

รถยนต์ไฟฟ้า 22

 

ในด้านของสมรรถนะ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ให้พละกำลังสูงสุด 163 แรงม้า พร้อมแรงบิด 260 นิวตัน-เมตร ทำงานร่วมกับเกียร์ไฟฟ้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 ได้ภายใน 8.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 185 กิโลเมตร/ชั่วโมง

รถยนต์ไฟฟ้า 21

สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ 2 แบบ คือ Quick Charge แบบ DC ผ่านหัวชาร์จประเภท CCS Combo 2 โดยชาร์จพลังงานตั้งแต่ 0 – 80% ในระยะเวลาประมาณ 40 นาที และ Normal Charge แบบ AC ชาร์จพลังงานตั้งแต่ 0 – 100% ผ่าน MG Home Charger ที่เป็นหัวชาร์จ TYPE II ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง 15 นาที ซึ่งระยะเวลาในการชาร์จนั้น จะขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่

สำหรับเทคโนโลยีความปลอดภัยมีครบครันตามมาตรฐาน โดยแต่ละระบบจะมีการทำงานผสานกัน ทำให้เกิดความปลอดภัยและมีความมั่นใจในการขับขี่มากยิ่งขึ้น ประกอบด้วย
•ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS (Anti-Lock Braking System)
•ระบบกระจายแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBD (Electronic Brake Force Distribution)
•ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)
•ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake)
•ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold)
•ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System)
•ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control)
•ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
•ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
•ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal)
•ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)

มาถึงคู่ต่อกรที่จะเป็นคู่ปรับของ MG กันบ้าง

Nissan Kick e-Power คู่แข่งของ MG ZS EV ที่มีทั้งขนาดตัวรถใกล้เคียงและราคาไม่หนีกันมากนัก โดย Nissan Kick e-Power ตั้งราคาจำหน่ายสำหรับรุ่นท๊อพ VL อยู่ที่ 1.049 ล้านบาท

รถยนต์ไฟฟ้า 24

รูปลักษณ์มากับสไตล์ เอสยูวีซับคอมแพค โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ V-motion ไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED ทรงบูมเมอแรง การออกแบบแนวเส้นหลังคาแบบลอยตัว (floating roof line)

รถยนต์ไฟฟ้า 25

ภายในตกแต่งสีฉูดฉาดด้วยคอนโซลสีดำพร้อมเบาะนั่งหนังทูโทนสีส้มดำ ทำให้ดูสปอร์ตและทันสมัยมากขึ้น พวงมาลัยสปอร์ตแบบมัลติฟังก์ชัน ทรง D-Shape ปรับสูงต่ำได้ สามารถควบคุมระบบการทำงานของเครื่องเสียงและระบบเชื่อมต่ออื่นๆ มีหน้าจอ TFT Digital Meter ขนาด 7 นิ้ว แสดงข้อมูลการขับขี่ รวมถึงการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง แสดงมาตรวัดอุณหภูมิภายนอก มาตรวัดความเร็ว ระบบการขับขี่และการควบคุม และระบบข้อมูลและความบันเทิงขณะขับขี่

รถยนต์ไฟฟ้า 25

ติดตั้งระบบข้อมูลและความบันเทิง Nissan Connect มาพร้อมระบบเครื่องเสียง Display Audio แบบหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วและลำโพงคุณภาพสูง 6 ตำแหน่ง รองรับการเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟนผ่าน Apple CarPlay (สำหรับระบบ iOS) และการเชื่อมต่อโทรศัพท์ไร้สายแบบบลูทูธบนพวงมาลัย

รถยนต์ไฟฟ้า 26

Nissan Kicks มากับเทคโนโลยีคันเร่งอัจฉริยะ วัน-เพดัล (One-Pedal) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถ เร่ง ลดความเร็ว และหยุดรถเพียงการใช้แป้นคันเร่งเดียวเท่านั้น รวมถึงโหมดการขับขี่อีก 4 รุปแบบคือ Normal mode, S (Smart) mode, ECO mode และ EV mode

ในส่วนของเทคโนโลยี e-Power มาจากการใช้เครื่องยนต์ HR12DE ขนาด 1.2 ลิตร แถวเรียงแบบ DOHC (Double Overhead Camshaft) 12 วาล์ว 3 สูบ รับภาระในการสร้างพลังงาน ก่อนจะส่งไปยังเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) ซึ่งคอยควบคุมว่าพลังงานนั้นจะถูกส่งไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ EM57 ให้กำลังสูงสุด 129 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตรที่ใช้ในการขับเคลื่อน หรือเข้าสู่แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 1.57 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) จำนวน 4 โมดูลที่เก็บไว้บริเวณใต้เบาะนั่งคู่หน้า และได้เคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้ที่ 24 กม./ลิตร

รถยนต์ไฟฟ้า 26

ด้านตัวช่วยการขับขี่อย่างเทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี (Nissan Intelligent Mobility) และเทคโนโลยีความปลอดภัย เซฟตี้ ชิลด์ (Safety Shield Technology) ประกอบด้วย
เทคโนโลยีควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ
เทคโนโลยีเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning – IFCW)
เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking – IEB) ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ
เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW)
เทคโนโลยีเตือนรถในทางสวนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert – RCTA)
เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor – IAVM) เทคโนโลยีตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน (Moving Object Detection – MOD)
เทคโนโลยีกระจกมองหลังอัจฉริยะ (Intelligent Rear View Mirror – IRVMเทคโนโลยีช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist – HSA)
เทคโนโลยีควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ
เทคโนโลยีช่วยลดอาการโยนตัวบนทางขรุขระ (Intelligent Ride Control – IRC) เทคโนโลยีช่วยควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง (Intelligent Trace Control – ITC)

รถยนต์ไฟฟ้า 27

คู่แข่งของ MG HS PHEV นั่นคือ Mitsubishi Outlander PHEV

น้องใหม่จากค่ายมิตซูบิชิที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมากับราคาจำหน่ายรุ่น GT ที่ 1,640,000 บาท และรุ่น GT Premium จำหน่ายที่ 1,749,000 บาท

รถยนต์ไฟฟ้า 29

Mitsubishi Outlander Plug in Hybrid ขับเคลื่อนด้วยพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตรให้กำลังสูงสุดที่ 305 แรงม้า และยังเป็นรถยนต์ มิตซูบิชิ รุ่นแรกในประเทศไทยที่มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ประกอบด้วยโหมด ล็อค สโนว์ นอร์ และ สปอร์ต รวมถึงโหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ อีวี (ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ) ซีรีย์ ไฮบริด (ขับเคลื่อนหลักด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีเครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าให้แก่มอเตอร์ไฟฟ้าคู่) และ พาราเรล ไฮบริด (เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนตัวรถไปพร้อมกัน)

รถยนต์ไฟฟ้า 30

โดยการขับขี่ทั้ง 3 รูปแบบ จะถูกสลับปรับเปลี่ยนโหมดแบบอัตโนมัติ พร้อมระบบเบรกที่สามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าคืน (Regenerative Braking) เพื่อทำการชาร์จกระแสไฟฟ้าให้แก่แบตเตอรี่

ทั้งยังติดตั้งเทคโนโลยีการเชื่อมต่อพร้อมระบบสั่งการอัจฉริยะ ที่สามารถใช้ได้ทั้งระบบปฏิบัติการไอโอเอสและแอนดรอยด์ ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่ โดยสามารถตั้งเวลาการชาร์จไฟฟ้า สั่งการเปิด-ปิด เครื่องปรับอากาศภายในรถจากระยะไกล และการตรวจสอบสถานะของตัวรถ

รถยนต์ไฟฟ้า 30

ครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกัน อาทิ ระบบสัญญาณเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA) ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM) ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (BSW) พร้อมระบบสัญญาณเตือนขณะเปลี่ยนเลน (LCA) และระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ (AHB) โดยระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ (ACC) ไม่ได้ทำหน้าที่แต่เฉพาะรักษาระดับความเร็วให้คงที่เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่ตรวจจับรถคันหน้า พร้อมควบคุมความเร็วและรักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัยจนกว่ารถจะหยุด

ส่วนคู่แข่งของ MG EP ในตลาดของกลุ่มรถเซกเมนต์นี้จะมีเพียงแต่ Volvo V60 T8 (Plug-in Hybrid) สเตชั่นแวกอนสัญชาตสวีเดนนำเข้าจากมาเลเซีย และตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 2.29 ล้านบาท

รถยนต์ไฟฟ้า 32

Volvo V60 T8 (Plug-in Hybrid) มากับขนาดความยาว 4,761 มม. กว้าง 1,850 มม. สูง 1,427 มิลลิเมตร ติดตั้งล้ออัลลอย ขนาด 19 นิ้ว พร้อมยางขนาด 235/50 R19 ไฟหน้า LED ปรับองศาตามการเลี้ยวของพวงมาลัยและปรับระดับสูง-ต่ำแบบอัตโนมัติ ไฟท้ายแบบ LED มาพร้อมฝาท้าย เปิด – ปิด ด้วยระบบไฟฟ้าและสามารถเปิด – ปิด โดยไม่ต้องใช้มือ Hand-free Tailgate

รถยนต์ไฟฟ้า 35

 

ภายในห้องโดยสารโทนสีดำ Charcoal หลังคากระจก Panoramic Sunroof เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า เบาะนั่งคนขับ ปรับด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบบันทึกตำแหน่ง Memory Seat มีปุ่มปรับโหมดการขับขี่ Drive Mode Setting แท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย Wireless Charging มาตรวัดแสดงผลแบบดิจิตอล ขนาด 12.3 นิ้ว

เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ติดตั้งระบบปรับอากาศทั้ง Turbocharger + Supercharger พร้อมกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า + แบต Lithium-ion 11.6 kWh ให้กำลังรวม 407 แรงม้า 640 นิวตันเมตร

รถยนต์ไฟฟ้า 34

ระบบป้องกันการชน City Safety พร้อมเซนเซอร์ตรวจจับรถยนต์ คนเดินถนน ผู้ขับขี่จักรยาน และ สัตว์ขนาดใหญ่ พร้อมฟังก์ชั่นหยุดรถ และ หักหลบอัตโนมัติ
ระบบป้องกันการชน และ บรรเทาการบาดเจ็บ พร้อมฟังก์ชั่นหยุดรถอัตโนมัติ – ด้านหน้า ด้านหลัง และ บริเวณทางแยก
สัญญาณไฟแจ้งเตือนเมื่อมียานพาหนะ อยู่ในมุมอับสายตา พร้อมฟังก์ชั่นหักหลบอัตโนมัติ
ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาทางด้านข้าง ขณะถอยหลังออกจากที่จอด
ระบบแจ้งเตือนเพื่อให้เว้นระยะห่างจากรถคันหน้า
ระบบแจ้งเตือนผู้ขับขี่เมื่อขับรถออกนอกช่องทางเดินรถ
ระบบแจ้งเตือนด้วยแรงสั่นที่พวงมาลัย เมื่อรถวิ่งออกนอกช่องทางเดินรถ
ระบบควบคุมการทรงตัว และ ยึดเกาะถนนแบบ Electronic พร้อมระบบควบคุมการโคลง
ระบบควบคุมการทรงตัว และ ยึดเกาะถนน ขณะเข้าโค้ง
ระบบเบรก ABS / EBD / BA
ระบบควบคุม และ ป้องกันการโคลงของรถ
ระบบเปิด-ปิด ไฟสูง พร้อมปรับมุมมองส่องสว่างอัตโนมัติ
ระบบเปิด-ปิด ไฟหน้าแบบอัตโนมัติเมื่อขับขี่ เข้า-ออก จากที่มืด
ไฟหน้าแบบ LED ปรับระดับสูง-ต่ำ โดยอัตโนมัติ
ไฟหน้าแบบ LED หักเหตามพวงมาลัย และ ปรับระดับสูง-ต่ำ โดยอัตโนมัติ
ไฟส่องสว่างขณะขับขี่เวลากลางวันแบบ LED ติดตั้งในชุดไฟหน้า
ระบบกันขโมย พร้อมเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว และ ระนาบของรถ

อัพเดทรายละเอียดพร้อมเสริมในด้านการทดลองสมรรถนะของรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ MG รวมถึงเปรียบเทียบคู่แข่งที่อยู่ในเซกเมนต์เดียวกันเป็นที่เรียบร้อย หวังว่าผู้ที่กำลังมองหารถยนต์พลังไฟฟ้า จะได้ข้อมูลไว้สำหรับตัดสินใจครับ

Please follow and like us: