“โตโยต้า” ปรับยอดประมาณการ 12.4% คาดปลายปีขายรวม 980,000 คัน ผลจากเศรษฐกิจขยายตัวและความเชื่อมั่นของลูกค้า

      มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แถลงสถิติการจำหน่ายรถยนต์ ครึ่งแรกของปี 2561 พร้อมปรับประมาณการตลาดรถยนต์ไทยปี 2561

      มร.ซึงาตะ กล่าวว่า “เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมาโตโยต้าได้ฉลองยอดการผลิตครบ 10 ล้านคัน ผมขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านอีกครั้ง ที่มีส่วนร่วมทำให้ผลิตภัณฑ์โตโยต้าเป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า และในวันนี้ผมขอแจ้งผลตลาดรถยนต์ในครึ่งปีแรกของปี 2561 มียอดขายรวมอยู่ที่ 489,118 คัน เพิ่มขึ้น 19.3% ขอขอบคุณภาครัฐสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนภายในประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ที่ทำให้ตลาดรถยนต์ในครึ่งปีแรกเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปีที่แล้ว”

      สถิติการขายรถยนต์ ครึ่งแรกของปี 2561 เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของ 2560
       ปริมาณการขายรวม 489,118 คัน +19.3%
       รถยนต์นั่ง 190,310 คัน +17.9%
       รถเพื่อการพาณิชย์ 298,808 คัน +20.2%
       รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) 237,429 คัน +18.1%
       รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) 207,405 คัน +20.2%

      โตโยต้า มียอดขาย 141,989 คัน เพิ่มขึ้น 26.2% แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 53,512 คัน เพิ่มขึ้น 18.5% รถเพื่อการพาณิชย์ 88,477 คัน เพิ่มขึ้น 31.4% และรถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยอดขายรถเพื่อการพาณิชย์ 76,758 คัน เพิ่มขึ้น 21.6%

      สถิติการขายรถยนต์ของโตโยต้า ครึ่งแรกของปี 2561
       ปริมาณการขายโตโยต้า 141,989 คัน เพิ่มขึ้น 26.2% ส่วนแบ่งตลาด 29%
       รถยนต์นั่ง 53,512 คัน เพิ่มขึ้น 18.5% ส่วนแบ่งตลาด 28.1%
       รถเพื่อการพาณิชย์ 88,477 คัน เพิ่มขึ้น 31.4 % ส่วนแบ่งตลาด 29.6%
       รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) 76,758 คัน เพิ่มขึ้น 21.6 % ส่วนแบ่งตลาด 32.3%
       รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) 63,908 คัน เพิ่มขึ้น 22.5% ส่วนแบ่งตลาด 30.8%

      มร.ซึงาตะ กล่าวว่า “สำหรับยอดขายโตโยต้าในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 141,989 คัน เพิ่มขึ้น 26.2% มีปัจจัยหลักมาจากกระแสการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง จากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาจนถึงต้นปีนี้ อาทิเช่น Yaris, Yaris ATIV, Hilux Revo ROCCO และ C-HR


      สำหรับการส่งออกในครึ่งปีแรก โตโยต้าได้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปจำนวน 145,080 คัน เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แม้ว่าสถานการณ์การส่งออกในตลาดตะวันออกกลางมีการปรับลดลง ขณะเดียวกันการส่งออกไปยังตลาดเอเชียและโอเชียเนียมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ประเทศญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ซึ่งเราได้เริ่มต้นทำการส่งออกรถกระบะไฮลักซ์ไปยังประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าญี่ปุ่น จนทำให้มียอดส่งออกสะสมจนถึงมิถุนายนปีนี้ รวมแล้วทั้งสิ้น 5,400 คัน ทั้งนี้ในครึ่งปีแรกการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปคิดเป็นมูลค่า 74,250 ล้านบาท และมีการส่งออกชิ้นส่วนมูลค่า 29,875 ล้านบาท รวมมูลค่าการส่งออกที่ 104,125 ล้านบาท และในส่วนของเป้าหมายการส่งออกในปี 2561 นั้น เราคาดการณ์ว่าปริมาณการส่งออกของโตโยต้ายังคงอยู่ที่ 300,000 คัน ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา”

      สำหรับแนวโน้มตลาดรถยนต์ของปี 2561 มร.ซึงาตะ คาดการณ์ว่า “จากการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าGDP จะเติบโตอยู่ที่ 4.4% ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐ และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่หลากหลาย รวมทั้งกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่างๆ จากค่ายรถยนต์ถือเป็นปัจจัยหลักในการกระตุ้นตลาดรถยนต์ โดยคาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์โดยรวมในประเทศปี 2561 จะปรับจาก 900,000 คัน เป็น 980,000 คัน เพิ่มขึ้น 12.4% จากปีที่แล้ว”

      ประมาณการยอดขายรถยนต์ในประเทศ ปี 2561
       ปริมาณการขายรวม 980,000 คัน เพิ่มขึ้น 12.4%
       รถยนต์นั่ง 381,000 คัน เพิ่มขึ้น 10%
       รถเพื่อการพาณิชย์ 599,000 คัน เพิ่มขึ้น 14%
       รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) 478,900 คัน เพิ่มขึ้น 12.9%
       รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) 418,000 คัน เพิ่มขึ้น 14.6%

      มร.ซึงาตะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เนื่องจากตลาดรวมที่เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจึงปรับเป้าหมายการขายของโตโยต้าสำหรับตลาดในประเทศจาก 300,000 คัน เป็น 315,000 คัน เพิ่มขึ้น 31.2% จากปีที่แล้ว ดังนั้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ เราจะสร้างความแข็งแกร่งด้วยการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบสนองความต้อง การของลูกค้าที่ดียิ่งขึ้น พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ ผ่าน“ALIVE SPACE” โชว์รูมรูปแบบใหม่ที่มีความทันสมัย ตอบรับกับ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมทางการตลาดอีกมากมายที่เตรียมไว้ เพื่อแสดงความขอบคุณลูกค้าของเราในโอกาสฉลองความสำเร็จยอดการผลิตครบ 10 ล้านคัน ซึ่งเกิดจากความเชื่อมั่นและไว้วางใจผลิตภัณฑ์โตโยต้าของลูกค้าทุกคน”

      ประมาณยอดขายรถยนต์ในประเทศของโตโยต้า ปี 2561
       ปริมาณการขายรวม 315,000 คัน เพิ่มขึ้น 31.2% ส่วนแบ่งตลาด 32.1%
       รถยนต์นั่ง 116,000 คัน เพิ่มขึ้น 20.1% ส่วนแบ่งตลาด 30.4%
       รถเพื่อการพาณิชย์ 199,000 คัน เพิ่มขึ้น 38.6% ส่วนแบ่งตลาด 33.2%
       รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) 171,300 คัน เพิ่มขึ้น 28.4% ส่วนแบ่งตลาด 35.8%
       รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) 145,000 คัน เพิ่มขึ้น 31.8% ส่วนแบ่งตลาด 34.7%

      มร.ซึงาตะ กล่าวเสริม “นอกจากเป้าหมายทางด้านธุรกิจที่โตโยต้ามุ่งมั่นสร้างสรรค์ยนตรกรรมแห่งการขับเคลื่อนที่ดียิ่งกว่า (ever-better mobility) เรายังมีความตั้งใจที่จะดำเนินงานเพื่อสังคมให้ดียิ่งขึ้น (ever-better society) ผ่านกิจกรรมเพื่อสังคม อย่างโครงการที่ให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยบนท้องถนน โตโยต้า ถนนสีขาว ครบรอบ 30 ปี ซึ่งมีแนวคิด “มุ่งเน้นการสร้างสังคมคนขับรถดี” โดยเน้นการพัฒนาทักษะการขับรถด้วยการจัดตั้งศูนย์พัฒนาศักยภาพผู้ขับขี่รถยนต์โตโยต้าที่ Toyota Driving Experience Park เพื่อสร้างสังคมผู้ขับขี่ที่ดี นอกจากนี้ยังได้พัฒนา ปรับปรุงถนนต้นแบบโดยการปรับลดจุดเสี่ยง เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์บริเวณหน้าโรงงานโตโยต้าบ้านโพธิ์และเกตเวย์
      เพื่อตอบรับกับ“พันธสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมของโตโยต้า พ.ศ. 2593” โดยหนึ่งในเป้าหมายสูงสุดคือการลดCO2 ให้เป็นศูนย์ เรายังได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายใต้โครงการ “โตโยต้า เมืองสีเขียว” เริ่มต้นจากภายในโรงงาน เราใช้พลังงานทดแทนและระบบการจัดการของเสียที่ได้มาตรฐานระดับโลก อีกทั้งยังส่งเสริมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพที่โรงงานบ้านโพธิ์ ซึ่งถือเป็นโรงงานที่มีระบบนิเวศแห่งความยั่งยืนแห่งแรกของโตโยต้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
      ยิ่งไปกว่านั้นเรายังส่งเสริมความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นผ่านกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมภายนอกโรงงาน เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่สังคมไทยผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิเช่น กิจกรรมลดเมืองร้อนด้วยมือเรา กิจกรรมปลูกป่าชายเลนและกิจกรรมปลูกป่านิเวศ ตลอดจนโครงการ “โตโยต้าเมืองสีเขียว อยุธยา” ศูนย์การเรียนรู้ด้าน สิ่งแวดล้อมนอกโรงงานแห่งแรกที่จะเปิดในเดือนพฤศจิกายนนี้ และหนึ่งในองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม คือ การเดินทางอย่างยั่งยืน (Sustainable Transportation) เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยเชื่อมโยงกับสถานที่ท่องเที่ยวของอยุธยาด้วยรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก HA:MO

      ซึ่งทั้งหมดนี้คือความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบยนตรกรรมแห่งการขับเคลื่อนที่ดียิ่งกว่า (ever-better mobility) ให้กับ คนไทยผ่านทางผลิตภัณฑ์และการบริการของเรา ภายใต้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจของโตโยต้าที่ว่า “เราจะเติบโตควบคู่ไปกับสังคมไทย” มร.ซึงาตะกล่าวในที่สุด

       

      Please follow and like us: