รถปิกอัพในบ้านเรา หากเป็นตลาดแถวบนก็ไม่มีอะไรให้กังวล เครื่องแรง ตัวใหญ่ ประหยัดน้ำมัน ก็เพียงพอ แต่ถ้าเป็นแถวสองแล้ว นอกจากทุกอย่างที่มีในตัวบนแล้ว ลูกเล่น, ออพชั่น, สมรรถนะ ต้องเป็นตัวเสริมให้ช่วยในการทำตลาดให้มากขึ้น และนั่นคือสิ่งที่ผู้บริโภคจะได้รับกันแบบเต็มๆ

      เมื่อเราต้องจับตัวท็อปที่เป็นสุดยอดของรถปิกอัพในบ้านเรามาประกบกัน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ มันจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อ เพราะรถในรุ่นนี้ต้องบอกกันเลยว่า เค้าจัดกันมาให้แบบเต็มๆ แม้ยอดจำหน่ายจะไม่สูงมากมายนัก แต่ผู้ใช้ในกลุ่มนี้ก็ยังคงมีอยู่และต้องการความคุ้มค่า คุ้มราคา ทั้งรูปลักษณ์ ความพึงพอใจทั้งภายนอกและภายใน สมรรถนะที่ต้องได้ทั้งในเรื่องของขุมกำลัง อัตราเร่ง ความสะดวกสบายต่อการขับขี่ ทั้งในแบบการใช้งานในเมืองและการต้องลุยในพื้นที่ทุรกันดาร

      รถปิกอัพ 3 คัน แตกต่างกันไปตามอัตลักษณ์แต่การใช้งานหรือตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เป็นอะไรที่จะต้องจัดกันมาให้แบบเต็มๆ ไม่มีกั๊ก เรียกได้ว่า จับเทคโนโลยีและความล้ำสมัย ทันสมัย มาใส่ให้มากที่สุดเท่าที่ค่าตัวจะไม่สูงมากจนเกินไป ซึ่งทั้ง 3 คัน อันประกอบไปด้วย Mazda BT-50 PRO, Mitsubishi Triton และ Nissan NP300 Navara ต่างก็มีจุดขายในตัวตน เรามาดูกันครับว่า ทั้ง 3 คันนั้นมีอะไรที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ใช้กันได้บ้าง

      หากจะพูดถึงหน้าตารูปโฉมกันแล้ว ต้องบอกว่า แล้วแต่ความชอบของแต่ละผู้คน แต่อย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันต้องดูใหญ่ไว้ก่อน พื้นที่ใช้สอยและความกว้างขวางเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้ใช้ประทับใจได้เมื่อมีการกล่าวถึง และว่ากันด้วย ขนาดและมิติของทั้ง 3 คันแล้ว Mazda BT-50 PRO มาด้วยความยาวตลอดลำตัว 5,365 มม. กว้าง 1,850 มม. สูง 1,821 มม. ระยะฐานล้อ 3,220 มม. และระยะต่ำสุดจากพื้น 237 มม. ส่วนน้องใหม่ Mitsubishi Triton สั้นกว่าด้วยความยาว 5,280 มม. กว้าง 1,815 มม. สูง1,780 มม. ระยะฐานล้อ 3,000 มม. และระยะต่ำสุดจากพื้น 205 มม. ในขณะที่ Nissan NP300 นั้น จะสั้นที่สุดที่ 5,255 มม. กว้างกว่าที่ 1,850 มม. สูง 1,820 มม. ระยะฐานล้อ 3,150 มม. และระยะต่ำสุดจากพื้น 220 มม. โดยที่ Triton จะมีรัศมีวงเลี้ยวแคบที่สุดที่ 5.9 ม. ในขณะที่คู่แข่งทั้งสองคันจะอยู่ที่ 6.2 ม. รวมไปถึงค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานที่ต่ำสุดเพียง 0.42 เท่านั้น

      ว่ากันตามรูปร่างและสัดส่วนแล้ว ดูเหมือนว่า BT-50 PRO จะให้หุ่นทรงที่ใหญ่โตกว่าเพื่อน ในขณะที่ NP300 จะดูสั้นไปนิด ต่ก็มีความกว้างความสูงมาทดแทน รวมไปถึงแร็คบนหลังคาที่ติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน รถทั้งสามคันมาพร้อมไฟตัดหมอกมาให้ วงล้ออะลูมินั่มขอบ 17 นิ้ว

      ถ้าจะหันมาให้ความสนใจในเรื่องของภายในไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความกว้างขวางสะดวกสบาย พื้นที่ในการเหยียดแข้งเหยียดขาดูจะไม่ต่างกันเท่าไหร่ ส่วนเรื่องของอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่สามารถเรียกร้องความน่าสนใจแล้ว ชั่วโมงนี้ต้องยกให้กับ NP300 ที่เค้าจัดมาให้แบบเต็มๆ ไม่มีกั๊ก รวมไปถึง Triton ที่เอาใจลูกค้ากันแบบสุดๆ ทั้งเรื่องของเบาะนั่งที่ปรับด้วยไฟฟ้า ระบบกุญแจอัจฉริยะที่ปลดล็อกและสตาร์ทเครื่องยนต์โดยไม่ต้องใช้กุญแจ ระบบนำทาง ระบบควบคุมความเร็ว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นที่ติดตั้งระบบควบคุมเครื่องเสียงไว้ให้ กล้องมองหลัง ในขณะที่ NP300 มีเพิ่มในส่วนของจอสามมิติขนาด 5 นิ้ว ที่มาตรวัดมาให้

      ส่วน BT-50 PRO นั้น ภายในอาจเป็นรองคู่แข่ง เนื่องจากออกตัวมาก่อน แต่โดยภาพรวมแล้วไม่ถึงกับต้องอับอายเพราะด้วยการออกแบบและการวางเลย์เอาท์ในส่วนของผู้ขับขี่ที่โอบล้อมให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี มีจอแสดงฟังก์ชั่นเอนกประสงค์ขนาด 3.5 นิ้ว

      สวิตช์เลือกระบบขับเคลื่อนจากขับเคลื่อนสองล้อไปเป็นสี่ล้อ ทั้งสามคันพร้อมมอบความสะดวกสบายในการปรับเปลี่ยน โดยไม่ต้องไปโยกคันเกียร์สำหรับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเหมือนสมัยก่อน เพราะมีการติดตั้งสวิตช์ปรับเปลี่ยนมาให้ ดังนั้นแล้วในเรื่องลูกเล่นหรืออุปกรณ์เพิ่มความสะดวกสบาย ทั้ง Triton และ NP300 ดูจะได้เปรียบเพราะเปิดตัวทีหลัง โดยเฉพาะกล้องมองหลังที่ติดตั้งมาให้ด้วย ส่วนของ BT-50 แม้ว่าจะไม่มีแต่ก็เพิ่มสัญญาณเสียงขณะถอยจอดมาให้

      มาดูกันที่พละกำลังกันบ้าง ทั้งสามคันมีการพัฒนาในเรื่องของเครื่องยนต์กันใหม่เพื่อรองรับกับระบบเกียร์ลูกใหม่ที่นำมาใส่ ไม่ว่าจะเป็นเกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือเกียร์อัตโนมัติที่มีทั้ง 5, 6 และ 7 สปีด ทั้งนี้ BT-50 PRO มาด้วยเครื่องยนต์ที่มีพิกัด ซี.ซี. มากสุดที่ 3,196 ซี.ซี. 5 สูบแถวเรียง DOHC 20 วาล์ว VN เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ให้แรงม้าสูงสุด 200 แรงม้า ที่ 3,000 รอบ/นาที และแรงบิดที่มากถึง 470 นิวตัน-เมตร ตั้งแต่รอบต่ำที่ 1,750- 2,500 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดและระบบซีเควนเชียลคอนโทรล ที่ต้องบอกว่าตอบสนองต่อการขับขี่ได้เป็นอย่างดี เมื่อลองอัตราเร่งทั้งระบบขับเคลื่อนสองล้อและสี่ล้อ ถือได้ว่าน่าประทับใจ การปรับเปลี่ยนเกียร์ในแต่ละตำแหน่งให้ความนุ่มนวลและแม่นยำ

      NP300 มาด้วยเครื่อง 2,488 ซี.ซี. 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว พ่วงด้วยเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ รีดเค้นแรงม้าได้มากถึง 190 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที และแรงบิดที่ 450 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีดพร้อมแมนวลโหมด ต้องบอกว่าแม้แรงม้าจะมีมามากแต่เมื่อต้องลองขับกันแบบจริงๆ จังๆ แล้ว ยังตอบสนองได้ไม่ดีเท่าที่ควร การเรียกรอบเพื่อดึงเอาอัตราเร่งขึ้นมาทำได้ช้า ซึ่งแน่นอนว่าการทำให้เครื่องยนต์ผ่านค่ามลพิษย่อมส่งผลในส่วนนี้ด้วยเหมือนกัน กับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีดนั้นให้ความนุ่มนวลและราบรื่นรวมถึงต่อเนื่องได้เป็นอย่างดี

      น้องใหม่มาแรงอย่าง Triton ต้องบอกว่าน่าประทับใจในระดับหนึ่งทีเดียว กับเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่มีการพัฒนาในเรื่องของการเลือกใช้วัสดุน้ำหนักเบามาเป็นองค์ประกอบ การนำเอาระบบ MIVEC มาใช้งานควบคู่ไปกับ VG TURBO ทำให้เจ้า Triton ตอบสนองการขับขี่ได้เป็นอย่างดี อัตราเร่งที่น่าประทับใจ เครื่องยนต์ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2,442 ซี.ซี. รีดพละกำลังจากม้าได้มากถึง 181 ตัว ที่ 3,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดที่ 430 นิวตัน-เมตร ที่ 2,500 รอบ/นาที เป็นอะไรที่ต้องบอกว่าได้คะแนนในส่วนนี้มากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอัตราเร่ง การสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง เหนืออื่นใดเจ้า Triton คันนี้มีการบุซับเสียงที่ดีเยี่ยม เรียกได้ว่าไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์เข้ามาภายในห้องโดยสารกันเลยทีเดียว

      ช่วงล่างเป็นแบบอิสระปีกนกคู่เหมือนกัน ให้สมรรถนะในการขับขี่ที่ใกล้เคียงกันทั้งแบบออนโรดและแบบออฟโรด ด้วยตัวช่วยพิเศษที่เป็นเทคโนโลยีช่วยให้การขับขี่ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของระบบป้องกันการลื่นไถล การขึ้นลงทางลาดชัน ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี เบรก ABS, BA, EBD เรียกได้ว่าทั้งสามคันในเรื่องของสมรรถนะการขับขี่นั้นคู่คี่สูสี อาจจะมีสมรรถนะการขับขี่ในเส้นทางออฟโรดที่ดีกว่าคงต้องเทคะแนนไปทาง Triton ที่เค้ามีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ดีกว่า

      หากชั่วโมงนี้คิดจะซื้อ เรามาดูกันที่ราคาและแคมเปญกัน ซึ่งดูเหมือนว่า BT-50 PRO จะน่าสนใจที่สุดกับราคาค่าตัวที่ 998,000 บาท ถ้าซื้อหรือจองในช่วงนี้รับส่วนลดไปเลย 100,000 บาทพร้อมประกันภัยชั้น 1 ส่วน NP300 ถ้าเทียบราคาดิบกันแล้วถือว่าถูกสุดที่ตัวเลข 996,000 บาท และน้องใหม่ Triton ราคาดูสูงจนน่าตกใจเพราะตัวเลขขยับไปที่เจ็ดหลัก 1,008,000 บาท แต่เมื่อบวกลบคูณหารกันแล้ว ต่างกันที่หลักหมื่นนิดๆ เท่านั้นเอง

      Please follow and like us: