หลายท่านที่เป็นเจ้าของและกำลังให้ความสนใจเป็นเจ้าของรถเอนกประสงค์หรูจากค่ายบีเอมดับเบิลยู เรื่องนี้จะตอบโจทย์ให้ท่านได้รู้ถึงอรรถประโยชน์จากรถค่ายใบพัดฟ้า-ขาว ครบทุกรุ่น ซึ่งประกอบไปด้วย X1, X3, X4, X5 และ X6 ที่นำมาให้สื่อมวลชนได้ทดลองลุยบนเส้นทางสมบุกสมบัน

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จัดกิจกรรม BMW xDrive Xperience 2016 เพื่อเป็นการตอกยุถึงประสิทธิภาพของรถยนต์เอนกประสงค์สไตล์สปอร์ตหรือ SAV-Sport Activity Vehicle  โดยรถยนต์ตระกูล X ทุกรุ่นได้แก่ X1, X3, X4, X5 และ X6 มาทำการทดลองระบบขับเคลื่อนโดยจำลองเส้นทางในรูปแบบออฟโรดที่สมบุกสมบันเพื่อพิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์ว่า”รถหรูก็ลุยได้” ซึ่งจัดขึ้นที่สนามไทย โปโล แอนด์ อีเควสเทรียน คลับ พัทยา จ.ชลบุรี

ก่อนที่จะเข้าถึงเรื่องการทดสอบ พระเอกในงานนี้มี รถถึง 2 รุ่น ที่พึ่งเปิดตัวไปไม่นาน นั่นคือ BMW X1 sDrive 18d xLine และ X5 Xdrive40E มาให้ได้ทดลองขับด้วยเช่นกัน แต่เป็นการขับในระยะสั้นซึ่งยังไม่สามารถคาดหวังถึงผลการทดสอบได้ อนาคตอีกไม่นาน เรานำรถทั้ง 2 รุ่นนี้มาทำการทดสอบและจะรีวิวให้ทุกท่านได้ชมอีกครั้ง

อุ่นเครื่องกับระบบ xDrive

มาทำความรู้จักกับระบบขับเคลื่อนที่ติดตั้งในรถของค่ายใบพัดว่ามีรูปแบบการทำงานอย่างไร  สำหรับ xDrive เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา การขับขี่บนถนนปกติ ระบบจะกระจายกำลังไปที่ล้อหน้าและล้อหลังตามอัตราส่วน  40:60 และแปรผันตามสภาพเส้นทางและลักษณะการขับขี่  บางสถานการณ์ระบบจะส่งกำลังทั้งหมดไปยังล้อหน้าหรือหลัง เพื่อให้การยึดเกาะทำได้เต็มประสิทธิภาพ อาทิ การออกตัวบนทางลาดชัน หรือสภาพเส้นทางที่ลื่น  แต่ในขณะที่ใช้ความเร็วต่ำหรือขับขี่ตามสภาพการใช้งานปกติ  xDrive จะปรับเปลี่ยนให้เป็นรูปแบบของการส่งกำลังเพื่อให้รถมีความคล่องตัว

ความอัจฉริยะของ xDrive ยังครอบคลุมไปถึงเรื่องของการควบคุมรถไปตามทิศทางที่ต้องการ หากระบบตรวจพบว่ารถกำลังจะเกิดอาการ หน้าดื้อหรือ Understeer สมองกลจะปรับลดกำลังที่ส่งไปยังล้อหน้าโดยอัตโนมัติ ในกรณีท้ายปัดหรือ Oversteer กำลังที่ส่งไปยังล้อคู่หลังจะถูกทอนและเพิ่มกำลังไปที่ล้อหน้า โดยที่ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นที่จะต้องแก้อาการดังกล่าว  ส่วนการขับบนทางคดเคี้ยวหรือใช้ความเร็วสูง ระบบจะถ่ายทอดกำลังทั้งหมดของเครื่องยนต์ลงสู่พื้นถนน โดยไม่สูญเสียไปกับการลื่นไถลและ ทำงานร่วมกับระบบ Dynamic Stability Control (DSC) โดยใช้เซนเซอร์ประมวลผลและตรวจสอบความเร็วในการหมุนของแต่ละล้อ ถ้าหากตรวจพบว่าถ้าล้อฝั่งใดหมุนเร็วผิดปกติ ระบบจะสั่งการให้ลดความเร็วและหยุดรถอัตโนมัติเพื่อลดอาการลื่นไถล

ลองของจริงบนสภาพทางจำลอง

หลังจากเรียนรู้ข้อมูลคร่าวๆจากวิทยากรก็ถึงเวลาที่จะลองของจริง โดยเป็นการทดลองขับในสถานีย่อยๆ ประกอบด้วยพื้นลื่น เป็นพื้นที่ทาน้ำมันพืช เมื่อเร่งออกตัวระบบจะทำงาน ช่วยให้ควบคุมทิศทางได้ และเนินสลับ เมื่อล้อใดล้อหนึ่งลอยขึ้น ระบบจะตัดการส่งกำลังไปยังล้อนั้น แล้วส่งกำลังไปยังล้อฝั่งตรงข้าม เพื่อให้มีแรงขับเคลื่อนต่อไปได้

เนินเอียงมีลุ้น

หลังจากวอร์มอัพในสถานีเล็กๆที่จัดไว้ ต่อมาคือการขับผ่านเนินเอียง ก่อนทดลองขับ ทริคเล็กๆจากอินสตัคเตอร์ได้แนะนำว่ารักษาความเร็วให้ต่อเนื่อง ระบบ xDriveจะทำงานจนสุดทางเส้นทางที่เซนเซอร์ตรวจจับเจอความลาดเอียงของเส้นทาง สำหรับการจำลองพื้นที่ลาดเอียงเพื่อใช้ในการทดสอบนั้น อยู่ที่ประมาณ 25-30 องศาเลยทีเดียว แต่ระบบก็นำพาให้ผ่านพ้นอย่างปลอดภัย

รวมสถานการณ์โหดไว้บนภูเขา

ถึงเวลาลองของจริงหลังจากเริ่มการขับขี่แบบเบสิคที่ผ่านๆมา สถานีภูเขามีการสร้างสถานการ์จริงให้ก้าวผ่านและนำพารถไปยังจุดหมายปลายทางได้ ที่นี่ X3 และ X5 รุ่นละ 2 คัน พร้อมผู้ฝึกสอนนั่งขนาบข้างตามไปสอนอย่างใกล้ชิด X5 ที่ผมนำมาใช้งานบนสถานการณ์ที่จำลองไว้เพื่อย่อยอาหารโดยแท้ เริ่มจากการปีนขอนไม้ทรงกลมที่มีขนาดพอดีกับล้อ รถไปได้สบายๆแต่คนที่อยู่ในรถกกับหัวสั่นหัวคลอนกันเลยทีเดียว  เพิ่มความยากอีกนิดกับสถานีปีนขอนไม้ที่วางสลับฟันปลาแถมมีการทาน้ำมันพืช ไม่มีรถคันไหนที่จะผ่านสบายๆโดยไม่แฉลบออกนอกเส้นทาง X 5 ก็เช่นกัน  แต่เหมือนการควบคุมพวงมาลัยทำได้ง่ายดาย จึงทำให้รถกลับเข้ามายังทิศทางที่ต้องการได้รวดเร็วและแม่นยำ ต่อด้วยการลุยน้ำ ผมจินตนาการไปว่าถ้าดินอุ้มน้ำจนเละเป็นโคลน ระยะทางประมาณ 50 ม.ต่อให้ออฟโรดคันใหญ่ยักษ์ก็ผ่านลำบาก น้ำระดับความลึกเกือบท่วมล้อจะโหดเกินไปสำหรับรถหรูคันนี้ แตในฝจคิดว่านี่คือรถทดลองขับ ในเมื่อเค้านำมาให้ลองก็ต้องลอง กระโจนลงบ่อพร้อมเลี้ยงรอบความเร็วไว้ประมาณ 2000-2500 รอบ แล้วก็ผ่านไปจนได้ พักท้องไส้ไปกับการลุยน้ำ ก็มาถึงเส้นทสงแห่งการย่อยอาหารต่อ นั่นคือ การขับลงทางลาดชันที่มีสภาพเส้นทางเป็นหิน ในขณะนี้ช่วงล่างทั้งระบบทำงานหนักมากลองช่วยมันสักนิดด้วยการขับแบบ 2 เท้าค่อยๆหยอดผ่านหินแหลมคมจนพ้นทาง

Hill Descent Control  เป็นระบบที่ต้องยกให้เป็นพระเอกเพราะสามารถปรับความเร็วในการไหลลงทางลาดชันได้ง่ายๆมีสวิตช์เปิด-ปิดระบบที่ข้างคันเกียร์ พร้อมปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย ระบบจะทำงานเมื่อปล่อยคันเร่งลงทางลาดชัน และจะช่วยเบรกหน่วงความเร็วให้โดยอัตโนมัติ โดยมีไฟสัญลักษณ์ขึ้นโชว์ที่ชุดแดชบอร์ด นอกจากการขับลงเนิน ระบบนี้ทำงานรไปถึงการขึ้นเนินชัน เบรกให้รถหยุดนิ่ง ยกเท้าออกจากแป้นเบรก ระบบจะคงแรงดันน้ำมันเบรกต่อเนื่องให้อีก 3 วินาที เพื่อให้มีเวลายกเท้าจากเบรกไปกดคันเร่ง ช่วยให้รถไม่ไหลถอยหลังขณะออกตัว

ทรายนุ่มก็ตะกุยไปได้

เสร็จสิ้นจากการลุยป่าฝ่าดง การขับบนพื้นทรายเป็นด่านสุดท้ายของวัน ด้วยสภาพพื้นผิวที่มีทรายหนาปกคลุม  ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ กลับมาใช้งานอีกครั้ง วอร์มเบาๆด้วยการขับอ้อมไพลอนบนเส้นทางเลข 8 ครูฝึกบอกสถานีนี้เป็นหน้าที่ของ X3 เริ่มต้นด้วยการขับช้าๆ วนออกจากไพลอนแล้วเติมคันเร่งเต็มที่จนท้ายรถเริ่มขวาง หรือที่เรียกว่า Power Slide การควบคุมรถบนพื้นทรายง่ายกว่าที่คิด ระบบ xDrive ทำงานราบลื่น การหมุนพวงมาลัยเป็นธรรมชาติไม่มีการฝืน ยิ่งขับยิ่งสนุก

ปิดท้ายกับGYMKANA สุดมัน

ปิดท้ายกิจกรรมด้วยการขับในรูปแบบ Gymkhana บนผืนทราย  เส้นทางอาจจะซับซ้อนเล็กน้อย เพิ่มจากการอ้อมไพลอนเป็นเลข 8 ให้มีทั้งการขับแบบสลาลอมและหมุนวนไพลอนแบบวงกลม เพียงแค่จำเส้นทางได้ ก็ทำเวลาออกมาได้ดี ผมเริ่มสนุกกับการแก้อาการโอเวอร์เสตียร์ จนลืมดูเวลาที่ต้องทำให้ได้เร็วกว่า เพื่อนสื่อที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ผลสรุปเวลารวม ห่างจากผู้ชนะเกือบ 2 วินาที แห้วรางวัลติดไม้ติดมือกลับบ้านจนได้

สำหรับ BMW xDrive Xperience 2016 ถือเป็นกิจกรรมที่สนุก แถมยังได้ลองระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะในรถหรูที่ทำให้คลายข้อข้องใจและไม่เคยมีโอกาสได้ทดสอบในรูปแบบการลุยกับรถจากค่ายบีเอมดับเบิลยู โอกาสหน้าผมอาจจะนำรถทดสอบมาลองลุยใหม่ให้รู้ซึ้งถึงขีดจำกัดว่า รถหรูก็สามารถลุยได้ไม่อายรถเอสยูวีจากจากค่ายอื่นๆ

 

Please follow and like us: