Buyer guide:SUV SUBCOMPACT หลังจากปรับโครงสร้างภาษี…รถยนต์เซกเมนต์นี้ค่ายไหนมีอะไรเด็ด

ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่ารถในคลาสอเนกประสงค์ขนาดเล็กได้รับการตอบรับจากผู้ใช้ในบ้านเรากันมากมายทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเจ้าตลาดที่มาแรงอย่าง Honda HR-V, Nissan Juke, Ford Eco Sport และน้องใหม่มาแรงอย่าง Mazda CX-3 อีกทั้งยังมีการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ ซึ่งแต่ละค่ายกำลังพิจารณากันอย่างละเอียดว่ารุ่นไหนควรจะปรับราคาเป็นเท่าไหร่ สำหรับ BuYer Guide ของรถยนต์ในเซกเมนต์นี้รวมถึงราคาหลังจากปรับโครงสร้างภาษี เรามีรายละเอียดที่น่าสนใจของรถแต่ละคันมานำเสนอ

Ford Eco Sport

เต็มที่กับเทคโนโลยีอัจฉริยะพร้อมความอเนกประสงค์

ถือเป็นเจ้าแรกที่เปิดตลาดเซ็กเมนต์นี้ ที่มาด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว ทั้งการออกแบบที่ดูทันสมัยจากภายนอกและภายในที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ด้วยความเป็นรถยนต์นั่งแบบอเนกประสงค์ที่มีความยืดหยุ่น และตอบสนองการใช้งานจริง ทั้งนี้ Eco Sport มีการออกแบบให้ผู้ขับขี่อยู่ในตำแหน่งที่มีทัศนะวิสัยที่ดีด้วยการปรับตำแหน่งผู้ขับขี่ให้อยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น พร้อมห้องโดยสารที่ทันสมัย รวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย และพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางเพียงพอสำหรับผู้ใหญ่ 5 คน

การออกแบบภายนอกโดดเด่นกันตั้งแต่กระโปรงหน้ารถที่กว้างเชื่อมต่อกับเส้นด้านข้างตัวถัง ไฟหน้าที่เรียวบางทอดตัวยาวเป็นกรอบด้านบนของกระจังหน้ารูปสี่เหลี่ยมคางหมู เส้นสายด้านข้างตัวถังที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างแนวกระจกและขอบประตูทอดตัวในแนวเฉียงขึ้นจากด้านหน้าจรดท้าย โดยที่เสากลางได้รับการออกแบบให้เป็นสีดำขับเน้นกระจกด้านข้างดูผสานเป็นชิ้นเดียวกัน ด้านหลังดูกว้างด้วยกระจกขนาดใหญ่ที่โอบรอบจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้าน พร้อมไฟท้าย โดยมียางอะไหล่และฝาครอบท้ายติดตั้งอยู่บนฝาประตูท้ายเปิดแบบบานสวิงไปด้านข้าง

ภายในห้องโดยสารออกแบบมาเพื่อให้ผู้ขับขี่ง่ายต่อการบังคับแผงหน้าปัดด้วยการปรับตำแหน่งผู้ขับขี่ให้อยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น สามารถปรับได้ถึง 6 ระดับ พร้อมการปรับช่วงเอวให้เหมาะกับผู้ขับแต่ละคน ในส่วนของเบาะหลังออกแบบให้สามารถปรับเอนได้ตามใจชอบ รวมถึงปรับ/พับเก็บเพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกด้านท้ายรถ แยกพับได้แบบ 60/40 ในส่วนของอุปกรณ์การใช้งานต่างๆ ได้รับการจัดวางในตำแหน่งที่เหมาะสม มาพร้อมระบบการเชื่อมต่อฟอร์ด ซิงค์ ที่เป็นระบบสั่งงานด้วยเสียง รวมถึงปุ่มซิงค์ที่ควบคุมเครื่องเสียงและระบบโทรศัพท์ โดยติดตั้งอยู่บนพวงมาลัย และเทคโนโลยีบลูทูธในฟอร์ดซิงค์ที่สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือได้ถึง 12 เครื่องผ่านระบบการเชื่อมต่อแบบแพร์ริ่ง Pairing ในส่วนของพื้นที่เก็บสัมภาระนั้น Eco Sport มีมาให้มากถึง 20 ช่องภายในรถ รวมถึงกล่องเก็บของรักษาความเย็นที่สามารถจุเครื่องดื่มได้ 6 กระป๋อง ในส่วนของพื้นที่เก็บสัมภาระนั้นเมื่อพับเบาะหลังมาชนกับเบาะหน้าแล้วจะมีความจุถึง 705 ลิตร

ขุมพลังเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบขนาด 1.5 ลิตรพร้อมระบบวาล์วแปรผันแคมชาฟท์แบบอิสระคู่ (Ti-VCT) ให้กำลัง 110 แรงม้า ที่ 6,300 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที มีเกียร์ให้ลือกทั้งแบบอัตโนมัติ พาวเวอร์ชิฟท์ 6 สปีดและเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์แบบไฟฟ้า มาพร้อมระบบชดเชยน้ำหนักบนพวงมาลัยที่ช่วยให้การจอดรถในที่แคบคล่องตัวขึ้น

ให้ความสะดวกสบายด้วยระบบต่างๆ มากมาย ไล่กันตั้งแต่หลังคาซันรูฟแบบปรับไฟฟ้า ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ รวมถึงระบบปัดน้ำฝน ในเรื่องของความปลอดภัยมีมาให้ทั้ง ระบบช่วยออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ถุงลมนิรภัยคู่หน้า เบรก ABS ไฟเบรกฉุกเฉินเมื่อลดความเร็วกะทันหัน ระบบควบคุมการแกว่งของล้อ

Ford Eco Sport ยังยืนยันที่จะใช้ราคาเดิม 844,000 บาท มีให้เลือก 6 สี ได้แก่ สีแดง, สีขาว, สีเงิน, สีเทาดำ, สีน้ำตาล และสีดำ

Honda HR-V EL 

สปอร์ตครอสโอเวอร์รุ่นยอดนิยม

ต้องยอมรับว่ารถยนต์จากค่ายฮอนด้ากับเจ้าตัว HR-V นี้ ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้ในบ้านเราในระยะเวลาที่รวดเร็วและเป็นที่นิยม สามารถสร้างยอดขายกันแบบทะลุทะลวงกันเลยทีเดียว ซึ่งค่ายฮอนด้าต้องการเติมเต็มความต้องการของตลาดรถยนต์ในระดับกลาง ดังนั้นแล้วจึงเป็นยนตรกรรมที่ผสานความเป็นที่สุดในทุกๆ ด้าน หลังจากที่สร้างยอดขายในแผ่นดินเกิดที่ญี่ปุ่นกว่า 1 แสนคันนับจากเปิดตัวครั้งแรกในปี 2556 ภายใต้ชื่อ Honda Vezel

HR-V ได้รับการสร้างสรรค์เพื่อความเป็นสปอร์ตครอสโอเวอร์ ที่ผ่านการพัฒนาบนพื้นฐานของรถสปอร์ตอเนกประสงค์ โดยมีการเพิ่มความสปอร์ตปราดเปรียวเข้าไปในสไตล์คูเป้ ผสานกับฟังก์ชั่นการใช้งานแบบอเนกประสงค์สไตล์รถมินิแวน รูปลักษณ์ภายนอกนั้นได้รับการออกแบบให้ดูโดดเด่นในทุกมิติ กับรูปทรงตัวถังที่ดูปราดเปรียว แข็งแกร่ง ทรงพลัง ผ่านเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวรอบคัน โดยที่มือจับเปิดประตูด้านหลังมาในแบบรถสไตล์คูเป้ ในส่วนของกระจังด้านหน้านั้นผ่านการออกแบบด้วยแนวคิด Solid Wing Face เติมความหรูด้วยหลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา พร้อมระบบเปิด-ปิด แบบ One-Touch  ไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED รวมถึงไฟท้าย LED แบบ Tube

ภายในของ HR-V ออกแบบให้มีความกว้างขวาง โปร่งโล่งของพื้นที่เหนือแผงคอนโซล ผสานกับคอนโซลกลางแบบ 2 ชั้น ในแนวสปอร์ต พื้นที่ภายในที่กว้างขวางมาพร้อมกับความสะดวกสบายด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ทั้งระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับการสั่งงานด้วยเสียง Siri (สำหรับ iPhone 4s ขึ้นไป) ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมแผงควบคุมแบบสัมผัส มาตรวัดเรืองแสงสามารถปรับเปลี่ยนได้ 7 สี พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ และช่องเชื่อมต่อ USB 2 จุด พร้อมช่องเชื่อมต่อ HDMI และช่องจ่ายไฟสำรอง

พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ One Push Ignition System และระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ Smart Key ห้องสัมภาระด้านท้ายมีขนาดใหญ่ ที่มาพร้อมกับเบาะนั่งอเนกประสงค์ที่ปรับพับได้ 3 รูปแบบ ทั้งแบบ Utility Mode, Tall Mode และ Long Mode ที่ตอบรับทุกการใช้งาน  ไฟในห้องโดยสารเป็นแบบ LED

ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว 141 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 172 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบ/นาที มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ CVT ใหม่ รองรับพลังงานทางเลือก E85 และตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ

อุปกรณ์มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับ HR-V แล้ว ต้องบอกว่ามีมาให้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของระบบเบรกมือที่เป็นแบบไฟฟ้าอยู่ตรงคอนโซลกลาง ระบบ Auto Brake Hold ที่จะทำการหน่วงเบรกโดยอัตโนมัติหลังจากเหยียบเบรกให้รถหยุดนิ่ง ช่วยป้องกันไม่ให้รถเคลื่อนตัวโดยไม่จำเป็นต้องเหยียบเบรกค้างไว้ ระบบเบรก ABS พร้อม EBD ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกระทันหัน เสริมด้วยกล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมองได้ 3 ระดับ และระบบถุงลม 6 ตำแหน่ง

หลังจากที่ปรับราคาตามโครงสร้างภาษีใหม่ จากเดิม HONDA HR-V EL จำหน่ายที่ราคา 1,045,000 บาท ปรับเพิ่มเป็น 1,099,000 บาท มีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีดำคริสตัล (มุก),  สีน้ำเงินมอร์ฟโฟ (มุก) ทั้ง 2 สีนี้เพิ่มเงิน 6,000 บาท สีขาวออร์คิด (มุก) เพิ่มเงิน 10,000 บาท สีเงินอลาบาสเตอร์ (เมทัลลิก)  และสีเทารูสแบล็ค (เมทัลลิก)

Nissan JUKE 1.6V 892,000 บาท

Unique Sport Crossover

กล่าวได้ว่าเป็นยนตรกรรมที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั่วโลก ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย และเป็นหนึ่งในรถที่ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้ในบ้านเราในระยะเวลาที่รวดเร็วเช่นกัน ด้วยความโดดเด่นของรูปลักษณ์ สมรรถนะ อุปกรณ์อำนวยความสะดวก และที่สำคัญราคาที่จับจ้องได้

Juke  ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Bold and Futuristic Design ที่ดูล้ำสมัย เท่และมีความดุดัน โดยในรุ่นล่าสุดนั้นเสริมความเท่ให้กับตัวรถด้วยไฟหรี่แบบ LED รูปทรงใหม่แบบ Boomerang Shape ดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยว ขณะที่ไฟหน้าของตัวรถนั้นได้รับการปรับเปลี่ยนมาเป็นแบบโปรเจคเตอร์เลนส์ ซีนอนสไตล์ใหม่ ส่วนไฟท้ายเป็นแบบ LED และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED เช่นกัน กระจังหน้า, กันชนหน้าและกันชนท้ายมีการออกแบบใหม่ ให้ดูดุดันตามนิยามใหม่ Unique Sport Crossover ส่วนกระจกมองข้างมาพร้อมไฟเลี้ยวที่มีการออกแบบในสไตล์ Futuristic

ภายในดีไซน์ให้เหมือนค็อกพิทของรถแข่ง เสริมความรู้สึกสปอร์ตด้วยการตกแต่งสีแดง ในส่วนของเทคโนโลยีต่างๆ มีมาให้ด้วยฟังก์ชั่น I-CON หรือ Integrated-Control System พร้อมหน้าจอ Interface ที่จะแสดงผลของ 2 ระบบหลัก คือ Climate และ Driving-Mode ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกได้ 3 แบบคือ Eco Mode , Normal Mode และ Sport Mode ในส่วนของ I-CON นั้นได้มีการปรับปรุงหน้าจอให้ดูมีมิติและทันสมัยขึ้น โดยเพิ่ม EZ Talk ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าคนรุ่นใหม่ ให้มีความสะดวกและปลอดภัย โดยที่สามารถสื่อสารกับเพื่อในกลุ่ม หรืออยู่บนท้องถนน เพียงใช้ 4 นิ้วสัมผัสหน้าจอ แล้วพูดผ่านระบบ เสมือนการใช้วิทยุสื่อสาร และยังมีระบบประมวลผลสัญญาณดิจิตอล Digital Signal Processing ช่วยเพิ่มระดับเสียงและความคมชัดในการดูหนังหรือฟังเพลง

ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินแบบ 4 สูบในรหัส HR16 พร้อมใช้เทคโนโลยีหัวฉีดคู่ Dual Injector System ให้กำลังสูงสุด 116 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 154 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังสู่ล้อคู่หน้าด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง XTRONIC CVT

ระบบความปลอดภัยมีในส่วนของถุงลมคู่หน้า ด้านข้างและม่านถุงลม กุญแจอัจฉริยะ Intelligent Key พร้อมระบบ Immobilizer สัญญาณเตือนกะระยะถอยหลัง กล้องมองหลัง ระบบเบรก ABS, EBD,BA มีสีให้เลือก 6 สีได้แก่ สีน้ำเงินแฟซิฟิค บลู, สีขาว ไวท์โซลิด, สีดำแบล็คโซลิด, สีแดงเบิร์นนิ่ง เรด,สีเทา ทไวไลท์ เกรย์และสีเงิน บริลเลี่ยน ซิลเวอร์

Mazda CX-3 2.0 SP 

Freestyle Crossover

ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีสำหรับ CX-3 ที่ไม่ได้แตกต่างไปจากรถ Mazda ในรุ่นอื่นๆ ที่ผ่านมา โดยมีรางวัลด้านการออกแบบยอดเยี่ยมแห่งปีจากประเทศเยอรมนี ปี 2015 เป็นตัวบ่งบอกคุณภาพ และเป็นยนตรกรรมที่ผ่านการออกแบบในเจเนอเรชั่นที่ 6 ของค่ายมาสด้า ภายใต้แนวคิดโคโดะ ดีไซน์

ความโดดเด่นของรูปลักษณ์ภายนอกที่ผ่านเส้นสายและดีไซน์ที่เฉียบคม ในขณะที่ภายในห้องโดยสารของ CX-3 ได้รับการผสมผสานลูกเล่นการออกแบบที่ให้ความหลากหลายสไตล์โทนเข้มสีดำ All Black พร้อมด้วยการคัดเลือกสรรวัสดุเกรดพรีเมี่ยม เบาะนั่งมาในสไตล์บักเก็ตซีต วัสดุหนังที่แต่งตะเข็บด้วยด้ายสีแดง แผงคอนโซลหน้าและคอนโซลกลางรวมถึงแผงประตูได้รับการตกแต่งด้วยสีเงินวาวและสีดำเงาสลับลวดลายคาร์บอนเคฟลาร์ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ได้รับการจัดวางในตำแหน่งที่สะดวกต่อการใช้งาน พนักพิงเบาะนั่งด้านหลังพับเก็บได้แบบ 60/40

CX-3 ได้รวบรวมเอาจุดเด่นของรถในค่ายๆ หลายต่อหลายรุ่นมารวมกันไว้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเทคโนโลยีเชื่อมต่อกับโลกโซเชียล MZD CONNECT ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่บนคอนโซลหน้าที่ติดตั้งไว้ในระดับสายตา จอทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว พร้อมแมนูสั่งงานของระบบ MZD CONNECT และแสดงผลฟังก์ชั่นใช้งานอื่นๆ รวมถึงสามารถเรียกดูข้อมูลผ่านระบบสั่งการด้วยเสียง Voice Recognition หรือจะเลือกใช้งานในแบบ Center Commander ที่เป็นปุ่มหมุนตรงคอนโซลกลาง ใช้ได้ทั้งขณะรถวิ่งหรือจอดนิ่ง รวมถึง Active Driving Display

ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G 2.0 ลิตรให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 204 นิวตัน-เมตร ที่ 2,800 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับ SKYACTIV-DRIVE เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อมระบบ i-Stop ที่สั่งให้เครื่องยนต์หยุดการทำงานชั่วคราวเมื่อรถจอดนิ่ง ขณะที่อุปกรณ์อื่นๆ ภายในรถยังทำงานปกติ  และระบบ Drive Selection ที่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ในโหมด Sport ได้เมื่อต้องการเร่งแซง

ในเรื่องของระบบความปลอดภัยแล้ว ถือว่าจัดมาให้เต็มสำหรับ CX-3 ด้วย i-ACTIVESENSE  ทั้งในด้านเชิงป้องกันและลดความเสี่ยงบนท้องถนน ประกอบด้วย ระบบปรับไฟหน้าสูงอัตโนมัติฒระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ, ระบบช่วยเบรกอัจริยะ, ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน และระบบเตือนขณะถอยหลังหากพบความเสี่ยงที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ เบรก ABS 4 ล้อ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน และระบบช่วยป้องกันการลื่นไถล

Mazda CX-3 เป็นรถยนต์อีกนึ่งรุ่นที่ยังคงใช้ราคาเดิมคือ 1,045,000 บาท มี 7 สีให้เลือก ได้แก่ สีน้ำตาล ไททาเนียม แฟลช, สีขาว เซรามิก ไวท์, สีขาว สโนว์เฟลท ไวท์เพิร์ล, สีน้ำเงินไดนามิก บลู,สีดำเจ็ทแบล็ก, สีเทาเมทิเออเกรย์ไมก้าและสีแดงโซลเรด

Please follow and like us: