มาสด้าสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งวงการยานยนต์ จัดคาราวานทดสอบรถยนต์ บนเส้นทางสายอารยธรรมอาเซียน ไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา กว่า 4,000 กิโลเมตร

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด จับมือมาสด้า คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการเดินทางด้วยรูปแบบคาราวานเพื่อพิสูจน์สมรรถนะรถมาสด้ากับเทคโนโลยีสกายแอคทีฟทุกรุ่น บนเส้นทางสายอารยธรรมอาเซียนกับกิจกรรม “MAZDA SKYACTIV ASEAN CARAVAN” นำร่องเปิดประตูสู่อาเซียน AEC

คาราวานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รศ. ดร. ชวนี ทองโรจน์ มาเป็นประธานเปิดงานฯ พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติจากภาครัฐและเอกชน ร่วมพิธีปล่อยคาราวานครั้งยิ่งใหญ่ ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน – 5 กรกฎาคม 2559 เดินทางกันด้วยรถยนต์มาสด้า2, มาสด้า3, มาสด้า ซี-เอ็กซ์ 3 และมาสด้า ซี-เอ็กซ์ 5

การเดินทางเริ่มจาก กทม. มุ่งหน้าสู่จังหวัดนครพนม – ผ่านแขวงคำม่วน ของประเทศลาว – เข้าสู่เมืองวินห์ – ฮานอย – ฮอยอัน – นาตรัง – โฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ผ่านเข้าสู่ประเทศกัมพูชา และกลับสู่ประเทศไทยทางจังหวัดตราด รวมเป็นเวลา 9 วัน

แบ่งคณะผู้สื่อข่าวออกเป็น 3 ทริพกับเส้นทางสุดท้าทายกว่า 4,000 กิโลเมตร พร้อมเยี่ยมชมสถานที่อันเป็นประวัติศาสตร์สำคัญของแต่ละประเทศ โดยมีผู้ร่วมเดินทางเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ในครั้งนี้กว่า 140 คน จาก 5 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์

ถือเป็นครั้งแรกของวงการยานยนต์ไทยที่ได้รับการตอบรับจากประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนในการเข้าร่วมพิสูจน์สมรรถนะของรถมาสด้าในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่มาสด้าได้เป็นส่วนหนึ่งในการเปิดประตูประเทศในการต้อนรับประเทศสมาชิก และเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ได้นำร่องการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มตัว พร้อมทั้งเรียนรู้อารยะธรรมแต่ละประเทศ และเผยแพร่อารยธรรมไทยให้แก่สมาชิก โดยมีรถมาสด้าจากประเทศไทยเป็นพาหนะนำไปสู่เส้นทางแห่งประวัติศาสตร์

ออกสตาร์ทกันจากบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ในเวลา 7 โมงตรง มุ่งหน้าสู่ทางด่วนยมราชวิ่งไปลงดินแดงต่อโทลเวย์เพื่อหนีการจราจรไปลงรังสิต วันแรกเราได้มาสด้า 3 สีแดง สปอร์ทแฮทช์แบค เป็นยานพาหนะพาเราไปยังชายแดนไทยที่ จ.นครพนม เป็นระยะทางกว่า 700 กม. โดยแวะพักรับประทานอาหารกลางวันกันแถวขอนแก่น

ช่วงบ่ายเราใช้เวลากันค่อนข้างมาก วิ่งผ่านเส้นทางคดเคี้ยวบนเทือกเขาอันสวยงามแถวภูพานก่อนเข้าสู่ จ.นครพนม เราพักกันที่โรงแรมริมฝั่งแม่น้ำโขงที่มองเห็นประเทศลาวอยู่แค่เอื้อม พรุ่งนี้เราจะขับรถข้ามพรมแดนไปหาเพื่อนบ้านที่เปี่ยมไปด้วยมิตรภาพในแถบ ตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทยกัน

วันที่ 2 ขับรถผ่านถึง 3 ประเทศด้วยกัน คือ ไทย ลาว และไปจบวันเข้าพักผ่อนกันที่เวียตนาม ช่วงเช้าหลังจากที่ขบวนคาราวานทำพิธีการผ่านแดนที่ชายแดนไทย ข้ามสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว ซึ่งเป็นสะพานข้าม ม.โขงแห่งที่ 3 จากทั้งหมด 4 แห่ง เข้าไปสู่ประเทศลาว

ที่นี่เป็นประเทศขับรถชิดขวา แต่การที่เราเอารถจากไทยที่เป็นพวงมาลัยขวาไปวิ่งก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด วันนี้เราได้ มาสด้า ซีเอกซ์5 เบนซิน 2.0 ลิตร มาเป็นพาหนะที่จะขับกันถึง 3 ประเทศ ซึ่งเหมาะมากกับเส้นทางในวันนี้ที่ค่อนข้างโหดหินทีเดียว สมาชิกเรายังคงมี 3 ท่านเช่นเดิมลุยกันไปจนจบทริพแรกที่ฮานอย

ในสปป.ลาวบนถนนลาดยาง 2 เลนสวนสภาพปานกลาง มีเพื่อนร่วมทาง รวมไปถึงสัตว์เลี้ยงต่างๆ ที่ทำให้เราต้องเพิ่มความระมัดระวังอยู่บ้าง แต่พวกเราก็ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย แวะรับปะทานอาหารกลางวันกันบริเวณเกือบถึงชายแดนลาวห่างไปแค่อีกราว 35 กม.เท่านั้นเองก็จะเข้าเขตเวียตนาม

ลังจากผ่านกระบวนการผ่านแดนไปยังประเทศเวียตนามอันเป็นประเทศสุดท้ายของทริพเรา เส้นทางช่วงนี้ส่วนใหญ่จะวิ่งกันบนเทือกเขาที่เต็มไปด้วยโค้ง ถนนค่อนข้างแคบ อุปสรรคที่ต้องระมัดระวังคือ คอนวอยรถบรรทุกสินค้าที่วิ่งระหว่างประเทศไทย ลาว เวียตนาม กัมพูชา จีน มีรถพ่วงเทรลเลอร์ที่ค่อนข้างยาว การแซงบนโค้งตามเนินเขาเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก

ช่วง 100 กม. สุดท้ายก่อนจะเข้าเมือง วินน์ (VINH) ซึ่งเป็นจุดพักในค่ำคืนนี้ของพวกเรา ใช้เวลากันกว่า 2 ชม. จากสภาพการจราจรและมีกำหนดควบคุมความเร็วในแต่ละช่วง โดยเฉพาะในเมืองเราวิ่งได้เพียง 50 กม./ชม. เมืองนี้มีความสำคัญคือ เป็นบ้านเกิดของ โฮจิมินห์ อดีตนายก รมต.และประธานาธิบดีเวียตนาม เป็นผู้ปลดแอกเวียตนามให้หลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมจนได้รับเอกราชมาจนทุกวันนี้ และวันรุ่งขึ้นเราก็จะไปถ่ายภาพกับอนุสาวรีย์ของโฮจิมินห์เพื่อเป็นการระลึกถึงท่านกัน

เช้าวันที่ 3 ได้ มาสด้า 2 ที่มีขนาดตัวกะทัดรัดเป็นพาหนะพาเราไปสู่ ฮานอย เมืองหลวงของเวียตนาม เราค่อนข้างโชคดีที่ได้รถเหมาะกับการเดินทางในแต่ละวัน การเดินทางสู่ฮานอยไม่ง่ายนักแม้มีระยะทางเพียงแค่ 300 กว่า กม. แต่ต้องผ่านเข้าเมืองอยู่หลายครั้งซึ่งโดนจำกัดความเร็วอย่างเข้มงวด

เมื่อผ่านออกนอกเมืองเราเพิ่มความเร็วให้กับเจ้าตัวเล็กสีแดงสดใส เครื่องยนต์แค่ 1.3 ลิตร ที่มีกำลัง 94 แรงม้า พาเราผ่านความวุ่นวายไปได้อย่างคล่องตัวแถมอัตราเร่งที่จัดจ้านสามารถเกาะกลุ่มรถมาสด้าหลากหลายรุ่นซึ่งล้วนแต่ใช้เครื่องเบนซิน 2.0 ลิตร ไปได้อย่างสบาย การเร่งแซงในช่วงที่เราต้องกระชับเวลาทำได้อย่างน่าประทับใจ

การยึดเกาะถนนที่ความเร็วสูงทำได้ดี ถ่ายทอดพละกำลังได้อย่างนุ่มนวลจากเกียร์อัตโนมัติที่มีถึง 6 จังหวะ นอกเหนือจากข้อดีที่กล่าวมาแล้วคือความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ไม่ทำให้เราผิดหวัง ประมาณได้ว่าโดยเฉลี่ยทำได้ไม่ต่ำกว่า 17 กม./ลิตร

ยิ่งเราขับเข้าใกล้เมืองฮานอยเข้าไปเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งพบกับความวุ่นวายจากปริมาณรถมอเตอร์ไซค์ที่ในประเทศนี้มีอยู่ถึง 45 ล้านคัน เราไม่ค่อยพบเห็นภาพมอเตอร์ไชค์มากมายเต็มถนนเช่นนี้บ่อยครั้งนัก แต่เสน่ห์ของเมืองฮานอยยังคงเต็มไปด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมเก่าแก่อันเป็นเอกลักษณ์มาช้านานโดยเฉพาะการแต่งตัวและสวมหมวกแบบเวียตนาม

สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ร่มรื่น มีสวนสาธารณะที่มีสระน้ำขนาดใหญ่ให้ผู้คนได้พักผ่อนหย่อนใจ แม้ว่าการจราจรจะวุ่นวายอย่างหนักเต็มไปด้วยเสียงแตรที่จะพาให้เราเครียด แต่แทบไม่ค่อยพบอุบัติเหตุกันเลย ทุกคนรู้จังหวะหลบหลีกกันเป็นอย่างดี ถ้อยทีถ้อยอาศัย บางครั้งเราเห็นมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวกันคนขับกลับลงจากรถมาจับมือยิ้มแย้มแล้วเดินทางกันต่อ ซึ่งเราประทับใจกับความเอื้ออาทรที่มีให้กันบนท้องถนนที่วุ่นวายยุ่งเหยิงที่สุดตั้งแต่ผมเคยขับรถมาเลยก็ว่าได้

เราสิ้นสุดการเดินทางช่วง 1,400 กม.ของทริพแรก ณ รร.ใจกลางเมืองฮานอย ไม่ไกลนักจากสถานทูตไทย ส่งไม้ต่อให้กับการเดินทางของกลุ่มที่ 2 ที่รอเราอยู่ที่ รร.

งานเลี้ยงยามค่ำคืนสำหรับคณะเดินทางที่มีต่างชาติมาร่วมทริพนี้ถึง 5 ประเทศ มิตรภาพแห่งอาเซียนอันอบอุ่นได้ก่อตัวขึ้นแล้วจากการเดินทางที่น่าประทับใจในครั้งนี้โดยมีมาสด้าเป็นผู้เชื่อมโยงให้พวกเราได้มาพบและรับรู้ประสบการณ์ร่วมกัน

เช้าวันรุ่งขึ้นเราเดินทางกลับสู่ประเทศไทยในช่วงสายโดยสายการบินไทยพาเรากลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนโดยสวัสดิภาพเก็บความประทับใจให้ได้เล่าขานกันต่อไปอีกยาวนาน

Please follow and like us: