หลายคนสงสัยกันเหลือเกินว่าทำไม Mazda2 ต้องมีถึง 2 เครื่องยนต์ หากเทียบกับรถยนต์ในโครงการ Eco Car ด้วยกัน นั่นจึงเป็นที่มาของการนำเสนอการเปรียบเทียบครั้งนี้ ระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซล เพื่อให้คลายข้อข้องใจของทุกๆ คน

การเปิดเกมของ Mazda ในการนำเสนอ Mazda2 เครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร 105 แรงม้า ในโครงการอีโคคาร์ เฟส 2 เป็นอะไรที่พิเศษสำหรับผู้บริโภคชาวไทย เพราะเป็นยนตรกรรมที่มีเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เป็นเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นแรกของรถญี่ปุ่นในตลาดเมืองไทย และเป็นรถยนต์อีโคคาร์ที่มีราคาสูงที่สุด แต่นั่นไม่ทำให้กระแสความนิยม Mazda2 เครื่องยนต์ดีเซลลดทอนลงแต่ประการใด ยังคงมียอดขายต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันทำได้ถึง 3,500 คัน ไม่น้อยทีเดียวสำหรับ Eco Car ราคาสูงคันนี้ เพราะเริ่มต้นที่ 675,000-790,000 บาท

Mazda ไม่หยุดเพียงเท่านั้น ยังสานต่อเจนตานารมย์ความเป็น SkyActiv อย่างต่อเนื่อง ด้วยการส่งผลิตภัณฑ์ตัวเสริมเพื่อเรียกยอดขายอีกรอบ ครั้งนี้เป็น Mazda2 เครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร 93 แรงม้า พร้อมการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่เทียบเท่ากับเครื่องยนต์ดีเซล เรียกว่าไม่น้อยหน้ากันเลย จึงโดดเด่นและเหนือระดับกว่าคู่แข่งในตลาด เพียงแต่อุปกรณ์อาจจะน้อยกว่าเท่านั้นเอง แต่เมื่อเทียบในแง่ราคาขายแล้ว เอาเรื่องเหมือนกัน เพราะด้วยราคาขายที่เปิดตัวเริ่มต้นที่ 550,000-665,000 บาท สูงตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด

ทำไมต้องเปรียบเทียบ

หลายคนถามว่าจะซื้อ Mazda2 แบบไหนดี ระหว่างเครื่องยนต์ดีเซลและเครื่องยนต์เบนซิน แนะนำให้ใช้ดีเซลก็บ่นว่าแพงเกินไป แนะนำให้ใช้เบนซินก็บ่นว่ากำลังจะไหวไหม สารพัดเรื่องที่เป็นคำถาม แต่คำตอบไม่ชัดเจนและไม่ถูกใจ ทำให้ต้องพิสูจน์และรายงานผลให้รับทราบ

การเปรียบเทียบครั้งนี้เราทำกันทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องของพละกำลังในการใช้งาน สามารถใช้งานได้ดีในเมืองหรือเดินทางไกลได้อย่างมั่นใจแค่ไหน สมรรถนะในการขับขี่เป็นอย่างไร ให้ความปลอดภัยและไว้ใจมากน้อยแค่ไหน และความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ทำได้ดีตามที่ให้ข้อมูลไว้หรือไม่ เพราะเราเชื่อว่า 3 หัวข้อหลักที่นำเสนอ น่าจะเป็นอะไรที่โดนใจผู้บริโภคมากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของความประหยัด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญสำหรับรถยนต์ในโครงการ Eco Car และ Mazda2 สามารถทำได้ดีแค่ไหน

Mazda2 ที่นำมาเปรียบเทียบครั้งนี้มีทั้งหมด 4 คัน เป็นเครื่องยนต์ดีเซล 2 คันทั้งแบบซีดาน 4 ประตูและแฮตช์แบ็ก 5 ประตู ราคาขาย 790,000 บาท ตามด้วยเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 2 คันทั้งแบบซีดาน 4 ประตูและแฮตช์แบ็ก 5 ประตู ราคา 665,000 บาท ทั้งหมดเป็นรุ่นท็อปที่มีอุปกรณ์การใช้งานครบครันเหมือนกัน

กติกาการเปรียบเทียบครั้งนี้ ทำตัวตามปกติและปฎิบัติตามกฎหมายกำหนดทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของความเร็ว ซึ่งการทดสอบครั้งนี้เราใช้ความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม.และอาจเพิ่มขึ้นตามจังหวะการเร่งแซงในแต่ละครั้ง โดยทุกคนต้องยืนพื้นความเร็วไว้ที่ 120 กม./ชม. เป็นหลัก เพื่อหาค่าเฉลี่ยความเป็นไปได้และดีที่สุด เราเติมน้ำมันเต็มถังทุกคันเหมือนกันหมด ก่อนที่จะเริ่มทดสอบเปรียบเทียบ

ปฎิบัติภารกิจตามหมาย

เราเริ่มต้นการเปรียบเทียบเทียบ ด้วยการเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันเชลส์ ถนนสุวินทวงศ์ โดยเครื่องยนต์ดีเซลใช้น้ำมันเชลส์ วี-เพาเวอร์ ไนโตร+ ดีเซล จำหน่ายในราคา 29.38 บาท/ลิตร ส่วนเครื่องยนต์เบนซินใช้น้ำมันเชลส์ วี-เพาเวอร์ ไนโตร+ แก๊สโซฮอล์ 95 จำหน่ายในราคา 32.62 บาทต่อลิตร ซึ่งเมื่อเติมเต็มถังกันทุกคัน ลองเช็คปริมาณน้ำมันในถังกับระยะทางที่รถวิ่งได้ ต้องฉงนกับตัวเลขที่ออกมา โดยเครื่องยนต์เบนซินให้ตัวเลขไว้ที่ 345 กม. ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลให้ตัวเลขไว้ที่ 735 กม. เพียงเริ่มต้นดีเซลก็เป็นต่อเบนซินแล้ว

เราเลือกเส้นทางการทดสอบครั้งนี้ จากสถานีบริการน้ำมันเชลส์สุวินทวงศ์วิ่งออกวงแหวนเพื่อขึ้นทางด่วนลอยฟ้า จนสุดทางที่ชลบุรีโดยมีเป้าหมายที่หาดบางแสนเป็นเส้นชัย ในระหว่างทางเราทำการทดสอบสมรรถนะของรถไปในด้วย เพื่อให้ผู้อ่านได้ผลประโยชน์สูงสุด ซึ่งต่องบอกว่า Eco Car ของ Mazda ตอบโจทย์ได้ค่อนข้างดี แม้ว่าตัวครื่องยนต์เบนซินอาจไม่โดดเด่นเท่าไร แต่ก็มีความเหมาะสมในความเป็น Eco Car ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลนั้นครบเครื่องในทุกเรื่อง เป็นคำตอบสุดท้ายที่อยากนำเสนอ

จากที่บอกไว้ตั้งแต่แรกว่าเราใช้ความเร็ว 120 กม./ชม. เป็นมาตรฐาน มีการเติมความเร็วกันบ้างเพื่อหาความเร็วสูงสุด ซึ่งเครื่องยนต์เบนซินนั้นทำได้ระดับ 160 กม./ชม. ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลทำความเร็วได้สูงสุด 180 กม./ชม. ต้องบอกว่าเป็นความเร็วแบบสบายๆ ตามเส้นทางที่กำหนด ไม่ได้เค้นกันมากมาย แต่เป็นการไหลลื่นไปตามความเร็วของเกียร์และกำลังเครื่องยนต์ ซึ่งเครื่องยนต์ทั้งสองตัวทำงานได้ดี มีความลงตัวกับจังหวะของเกียร์ แต่อัตราเร่งแซงเครื่องยนต์เบนซินอาจด้อยไปนิด ดูเหมือนต้องการกำลังเพิ่มอีกนิด เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีและสบายใจ ซึ่งแตกต่างจากเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งมาอย่างรวดเร็วและแรงเต็มกำลัง เติมกำลังได้อย่างร้อนแรงทุกช่วงเวลา

ความเร็วที่ยืนพื้น 120 กม./ชม.ทำให้ได้เห็นสัดส่วนของ Mazda2 อย่างชัดเจน บั้นท้ายงามสมสัดส่วน กลมกลึงในทุกมิติ ไฟท้ายเรียวงาม บอกได้เลยว่าครั้งนี้ Mazda2 แบบ 4 ประตู มีเส้นสายที่ลงตัวและงดงามกว่า 5 ประตู เหมือนเป็นสปอร์ตคูเป้เลยทีเดียว ส่วน 5 ประตูดูอวบๆ และว่างไปนิด โดยเฉพาะฝากระโปรงท้ายที่โป่งนูน จึงดูเหมือนคนอ้วนลงพุงไปนิดไม่ปราดเปรียวและสง่างามเหมือนรุ่น 4 ประตู

สมรรถนะการขับขี่

Mazda2 ทั้งสองเครื่องยนต์ ถูกออกแบบให้ประหยัดน้ำมันเป็นสำคัญ แต่ก็ไม่ลืมคอนเซ็ปต์ซูม-ซูมตามความเชื่อมมั่นที่ว่า “รถที่ดีต้องขับสนุก” ซึ่งทั้งสองเครื่องยนต์ตอบโจทย์ได้ค่อนข้างดี มีประสิทธิภาพตามที่ตั้งใจไว้ โดนเฉพาะสมรรถนะในการขับขี่

จากที่บอกไว้ตอนแรกว่าเครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร ยังทำงานได้ไม่โดดเด่นนัก แม้ว่าการออกตัวจะใช้ได้ แต่ในเรื่องของอัตราเร่งแซง ยังทำงานไม่สมบูรณ์แบบเท่าไร เพราะดูเหมือนว่ากำลังเครื่องยนต์กับระบบเกียร์ ไม่ประสานงานกันเท่าที่ควร ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงไม่ได้กำลังอย่างเต็มที่ ไม่สามารถเร่งเติมได้ตามต้องการ ต้องไปให้ถูกจังหวะของการทำงาน จึงจะได้ความเหมาะสมที่มีประสิทธิภาพ เพราะเครื่องยนต์เบนซินตัวนี้ ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ปล่อยให้ทุกอย่างไหลลื่นไปตามจังหวะของเครื่องยนต์และระบบเกียร์ คุณจะได้อะไรที่สบายใจในการขับขี่

สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร ตอบสนองการขับขี่ได้ค่อนข้างดีตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีเรื่องให้เสียอารมณ์ในระหว่างทาง เป็นรถที่มีอัตราเร่งที่จัดจ้าน สามารถเติมคันเร่งได้ทุกช่วงเวลา จึงได้การเร่งแซงที่ร้อนแรงในทุกๆ รอบ กำลังเครื่องยนต์กับระบบเกียร์ ทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ดีและง่ายในการใช้งาน ในรอบต่ำร้อนแรงและในรอบสูงยังเร้าใจอีกด้วย เรียกว่าสนุกได้ตลอดเวลาในการขับขี่

อย่างไรก็ตามรถยนต์ Mazda2 ทั้งสองเครื่องยนต์ มีสมรรถนะการขับขี่ที่ไว้ใจได้ โดยเฉพาะความสามารถในการเกาะถนน ช่วงล่างทำได้อย่างหนึบแน่นและมั่นคง ให้ความไว้ใจได้ในการทำความเร็ว หรือการวิ่งเข้าโค้งอย่างมั่นใจ โดยไม่มีปัญหาให้ต้องวิตกหรือกังวลแต่ประการใด เป็นรถที่ควบคุมได้ดั่งใจและเอาอยู่ในทุกครั้งที่ขับขี่ พวงมาลัยให้ความสมดุลในการขับขี่ และให้ความแม่นยำในการควบคุม เรียกว่าครบเครื่องที่จะใช้งานได้ทุกๆ วันและทุกเส้นทาง

เสร็จสิ้นภารกิจไม่ลับ

จากจุดเริ่มต้นที่ถนนสุวินทวงศ์ไปจนถึงจุดหมายปลายทางที่หาดบางแสน จังหวัดชลบุรี ด้วยระยะทางในการทดสอบประมาณ 120 กม. เราได้ตัวเลขในการทดสอบครั้งนี้อย่างชื่นมื่นเป็นที่สุด เพราะใกล้เคียงกับความเป็นจริงในการใช้งานมากที่สุด

จำนวนรถ 4 คันการขับขี่ต่างกัน แต่มีมาตรฐานเดียวกันคือ ทำความเร็วตามกฎหมายกำหนด 120 กม./ชม. และเปิดแอร์ระดับ 3 กับอุณหภูมิที่เย็นฉ่ำสวนทางกับอากาศร้อนข้างนอกระดับ 40 องศา ซึ่งเป็นไปตามการใช้งานในชีวิตประจำวันทุกๆ วัน มีรถติดให้ได้เหยียบเบรกบ่อยครั้ง เมื่อวิ่งในเส้นทางวงแหวนก่อนที่จะจ่ายเงินที่ด่านเก็บเงิน และยังมีรถจำนวนมากให้ได้ใช้ความคล่องตัวของ Mazda2 รวมถึงการเร่งแซงในหลายจังหวะอีกด้วยเรียกว่าครบครันของการขับขี่รถยนต์ในแต่ละวัน

ระยะทางประมาณ 120 กม. เราใช้เวลาประมาณ 2 ชม. ถึงที่หมาย ทำภารกิจถ่ายรูปรถทดสอบทั้ง 4 คัน และเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นเราจึงมุ่งหน้าสู่สถานีบริการน้ำมันเชลส์ที่ชลบุรี เพื่อวัดผลในการทดสอบเปรียบเทียบครั้งนี้ ด้วยการเติมน้ำมันแต่ละชนิดลงในรถแต่ละคัน ซึ่งผลที่ออกมานั้นต้องยอมรับโดยดุษฎีว่า ของดีย่อมดีจริง ไม่ได้ย้อมแมวหรือโม้แต่ประการใด เป็นไปตามที่เราคาดหมายกันไว้ โดยราคาน้ำมันเชลส์ที่จังหวัดชลบุรี จำหน่ายดังนี้ เชลส์ วี-เพาเวอร์ ไนโตร+ ดีเซล จำหน่ายในราคา 29.40 บาท/ลิตร และเชลส์ วี-เพาเวอร์ ไนโตร+แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 32.64 บาท/ลิตร แตกต่างจากราคาขายปลีกกรุงเทพฯเล็กน้อย

โดยผลที่ออกมาเป็นดังนี้ โดยเราเปรียบเทียบรุ่นต่อรุ่น คือ ในรุ่น 5 ประตูเครื่องยนต์ดีเซล เติมน้ำมันจำนวน 4.30 ลิตร 126 บาท เปรียบเทียบกับรุ่น 5 ประตูเครื่องยนต์เบนซินเติมน้ำมันจำนวน 7.66 ลิตร เป็นจำนวนเงิน 250 บาท สำหรับรุ่น 4 ประตูเครื่องยนต์ดีเซล เติมน้ำมันจำนวน 4.08 ลิตร เป็นจำนวนเงิน 120 บาท ส่วนรุ่น 4 ประตูเครื่องยนต์เบนซิน เติมน้ำมันจำนวน 7.05 ลิตร เป็นจำนวนเงิน 230 บาท เห็นตัวเลขแบบนี้พอจะรู้แล้วว่าเครื่องยนต์แบบไหนประหยัดที่สุด

เพื่อให้ชัดเจนมากที่สุดทีมงานได้คิดคำนวณ เพื่อหาค่าเฉลี่ยในการขับขี่ครั้งนี้ ซึ่งผลที่ได้รับต้องยอมรับว่า เทคโนโลยี SkyActiv เป็นอะไรที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ดีอย่างน่าพอใจ เพราะตัวเลขที่ได้ในแต่ละคันนั้น เป็นตัวเลขที่เหมาะสมกับการขับขี่อย่างแท้จริง โดยรุ่น 5 ประตูเครื่องยนต์ดีเซลมีค่าเฉลี่ยในการขับขี่อยู่ที่ 28.37 กม./ลิตร ส่วนรุ่น 5 ประตูเครื่องยนต์เบนซินมีค่าเฉลี่ยในการขับขี่อยู่ที่ 15.40 กม./ลิตร สำหรับรุ่น 4 ประตูเครื่องยนต์ดีเซลมีค่าเฉลี่ยในการขับขี่อยู่ที่ 28.99 กม./ลิตร และรุ่น 4 ประตูเครื่องยนต์เบนซินมีค่าเฉลี่ยในการขับขี่อยู่ที่ 16.70 กม./ลิตร เป็นไงครับ Mazda2 ในโครงการ Eco Car สองโมเดลนี้…ถูกใจไหมครับ

Please follow and like us: