SUV ชื่อ MINI  Countryman คันใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 2 ไม่เป็น MINI ตามชื่ออีกแล้ว มันใหญ่ขึ้นมาก เพิ่มพื้นที่ในห้องโดยสารและห้องหลัง ที่สำคัญ  ALL4  ยังทำให้มีฤทธิ์เดชเดินทางไปได้ในทุกสภาพถนน กลายเป็นรถที่มากประโยชน์เสียจริงๆหรือนี่ ผมไปลองขับมาแล้ว ไปกันถึงบ้านเกิด MINI ที่อังกฤษทีเดียว ตามมาดูกันครับ

 

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 BMW Group แถลงข่าวผลประกอบการประจำปี โดยพูดถึงยอดขายปีที่ผ่านมาว่าประสบความสำเร็จมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมาถึงเดือนแรกของปีนี้ยิ่งทำยอดขายได้มากเป็นประวัติการณ์ คือเพิ่มขึ้นถึง 22% โดยเฉพาะ MINI เดือนเดียวมียอดขายถึง 745 คัน ส่วนใหญ่ในจำนวนนั้นคือ MINI Countryman ขายดีมากมาโดยตลอดเมื่อประกอบในประเทศและทำราคาได้โดนตลาดเริ่มต้นเพียง 1.89 ล้านบาท ไปจนถึงรุ่น ดีเซล ALL4 2.6 ล้านบาทและยิ่งเป็นช่วงปลายอายุที่ต้องเร่งระบายให้หมดยิ่งเติมโปรโมชั่นอย่างสุดๆ จนมียอดขายมากที่สุดเท่าที่เคยทำมาอย่างที่ผู้บริหารMINI ได้ประกาศออกมา พร้อมกันนั้นก็ได้ประกาศแนะนำ MINI  Countryman เจเนอเรชั่นที่สองด้วยโดยจะเปิดตัวเป็นทางการในงาน มอเตอร์โชว์ที่จะถึงในวันที่ 29 มีนาคมนี้ที่ ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี

MINI  Countryman ยังไม่ได้ประกาศราคาขายเป็นทางการแต่ที่แน่นอนคือจะเป็นรถนำเข้าก่อนในช่วงแรกซึ่งราคาคงจะต้องแตะๆแถว 3 ล้านบาทอย่างไม่ต้องสงสัย อยากได้ก่อนแบบจัดเต็มก็ต้องจองกันในงานกันเลย

แต่ก่อนอื่นขอบอกว่า ผมได้รับเชิญไปทำความรู้จักกับ MINI  Countryman ใหม่มาแล้ว เมื่อช่วงต้นปีที่ลอนดอน อังกฤษ ช่วงนั้น หนาวเย็นระดับ 0 องศาถึงติดลบในช่วงกลางคืนถึงเช้า และมีฝนโปรยลงมาบ้างเป็นระยะถือเป็นปกติ  ถ้าจะโชคดีหน่อยก็เพราะมีแดดให้เห็นบ้าง ผมคงจะโชคดีแน่นอน เพราะไม่เพียงแต่จะมีแดดเท่านั้น แต่เป็นแดดจ้าทีเดียวที่ต้อนรับเมื่อมาถึงสนามบินฮีทโรว์ การมาทำความรู้จักกับ MINI Countryman ใหม่ เจเนอเรชั่นที่สอง ที่เพิ่งเปิดตัวไปในงานลอสเอเจอริส ออโต้โชว์ เมื่อปลายปี 2559 ที่ผ่านมา ถือเป็นการมาเยี่ยมบ้านเกิด MINI กันเลยทีเดียว (ถึงแม้ในวันนี้จะโอนสัญชาติไปเป็นเยอรมันแล้วก็ตาม)เป็น MINI  Countryman รุ่นใหม่ที่ผู้บริหาร BMW Group นำมาให้ชมในโอกาสแถลงข่าวประจำปีนั่นเอง

MINI Countryman ถูกจัดเตรียมไว้รอสื่อมวลชนจากทั่วโลกมาทำความรู้จัก โดยใช้สถานที่ Hedsor House เป็นปราสาทหลังย่อมๆกลางฟาร์ม ปศุสัตว์ ห่างจาก ลอนดอนมาสัก 40 กม. โลเกชั่นสวยงามขนาดใช้เป็นโลเกชั่นถ่ายภาพยนตร์มาหลายเรื่องแล้ว ที่นี่นี่เองที่เขาจัดพื้นที่ในฟาร์มบางส่วนไว้ให้ทดลองขับบนเส้นทาง  Offroad ให้ทดสอบระบบ ALL4 และ มีเส้นทาง Onroad อีก 200 กว่าไมล์ ทั้งถนนในเมืองและทางด่วนพิเศษ ให้ได้ลองขับกันทุกสภาพถนน ซึ่งจะสรุปความสมารถของรถในช่วงหลัง

จาก Countryman รุ่นแรกที่ออกสู่ตลาดเมื่อปี 2010 มาสู่รุ่นสองนี้มีความเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งทางกายภาพและการเสริมเติมเทคโนโลยี่เพื่อการขับขี่ที่ได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น  ในทางกายภาพนั้นว่าไปแล้วความที่ Countryman เป็นรุ่นที่ผ่าเหล่าผ่ากออกมาตั้งแต่แรก คือเป็น  Crossover เพียงรุ่นเดียวและมีหน้าตาที่แตกต่างไปจาก MINI รุ่นอื่นๆจนบางคนใช้คำว่า “แปลก” กับเขาเลยทีเดียว แต่ MINI ก็ยังยืนยันที่จะให้ความเป็นเอกลักษณ์กับ Countryman ต่อไปโดยไม่ได้ปรับหน้าตาให้เปลี่ยนไปจากรุ่นแรกมากนัก ไฟหน้าทรงตาโปนยังคงไว้แต่เพิ่ม LED และ Daytime Drivng light ให้ดูสวยงามตลาดทั้งวัน กรอบกระจังหน้าตัวยูนอนคว่ำยังอยู่และใหญ่ขึ้น ดูดุดันขึ้น แต่ก็เหมือนจะหน้าบึ้งขึ้นด้วยในเวลาเดียวกัน โอเวอร์แฮงหน้าสั้นๆเหมือนเดิมทำให้เลี้ยวได้คล่องตัวเหมือนเดิม

ที่เด่นสุดคือ ขนาดความยาวตัวรถที่เพิ่มขึ้นถึง 20 เซนติเมตรและกว้างขึ้นอีก 3 เซนติเมตรเป็นผลมาจากการขยายฐานล้อถึง 7.5 เซนติเมตร จากการที่ใช้เพลทฟอร์มร่วมกับ BMW X1 ซึ่งก่อนหน้านี้ MINI Clubman ก็เอามาใช้ไปก่อนแล้วนั่นเอง ตรงนี้นี่เองที่ทำให้ภายในห้องโดยสารมีพื้นที่มากขึ้นแบบสบายๆสำหรับ 5 ที่นั่งอย่างแท้จริง ห้องเก็บสัมภาระท้ายก็พลอยกว้างขึ้นไปด้วยมีความจุถึง 450 ลิตร แบบที่ยังไม่พับเบาะ ที่ห้องโดยสารด้านหลังนี่เองที่ครั้งนี้ MINI ใส่เบาะนั่ง แบบที่เรียกว่า Picnic Bench ที่เคยมีในอดีตกลับมาใช้ใหม่ ให้นั่งเล่นกันท้ายรถแบบสบายๆ  โดยที่ฝากระโปรงท้ายสามารถเปิดได้จากปุ่มควบคุมในรถ หรือ ใช้รีโมทเปิดหรือ ใช้เท้ากวาดใต้กันชนหลังในกรณีที่มือทั้งสองข้างต้องหิ้วสัมภาระก็สามารถทำได้

เข้ามาในห้องโดยสารความเป็น MINI ที่เคยเห็นยังคงรูปแบบที่ชัดเจนเช่นเดิมแต่มีความทันสมัยขึ้นจากหน้าจอขนาด 8.8 นิ้วแบบ touchscreen นำมาใช้ครั้งแรก สำหรับแสดงข้อมูลรถ ระบบเครื่องเสียง ระบบนำทาง ระบบติดต่อสื่อสารเชื่อมโยงอินเตอร์เน็ท อยู่ในกรอบวงกลมใหญ่กลางคอนโซลเช่นเดิมที่ครั้งนี้เดินไฟ LED แบบ ambient light เลือกปรับสีแสงได้  แน่นอนอุปกรณ์ทั้งหมดถูกออกแบบให้ล้อกับทรงกลมเป็นหลักเพื่อความเป็นเอกลักษณ์ คันเกียร์แบบอัตโนมัติยังมีหัวเกียร์ทรงกลมให้ดูเหมือนเกียร์ธรรมดา ที่น่าสนใจคือ MINI พยายามที่จะรักษาภาพความเป็นเชื้อชาติอังกฤษไว้อย่างจงใจเช่น สัญญลักษ์ของธงอังกฤษที่พวงมาลัย ลายกันลื่นในช่องเก็บของเป็นตารางสก๊อต ติดป้ายหนังประทับธงอักฤษที่เบาะเป็นต้น

สำหรับเครื่องยนต์ที่มีให้เลือกใช้นั้นมีทั้งเครื่องยนต์เบนซินเริ่มต้น 3 สูบ 136 แรงม้า แรงบิด 220 นิวตันเมตร ก้าวขึ้นมาเป็น Cooper S จะเป็นเครื่องยนต์ขนาด 1,998 ซีซี. 192 แรงม้า มีแรงบิด 280 นิวตันเมตร และเครื่องยนต์ดีเซลมีทั้งขนาด 1,995 ซีซี 150 แรงม้า 330 นิวตันเมตร และ Cooper SD 1,995 ซีซี 190 แรงม้า 400 นิวตันเมตร จะว่าไปแล้วก็เป็นเครื่องยนต์ที่ใช้ร่วมกันกับ BMW จนเป็นที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจคือจะเป็นครั้งแรกของ MINI ทื่จะเริ่มต้นมี Plug-in Hybrid เริ่มจาก Cooper SE Countryman ALL4  เป็นรุ่นแรก ตามข้อมูลระบุว่าสามารถทำความเร็วในโหมดไฟฟ้าได้ถึง 125 กม./ชม. จากมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลัง 65 กิโลวัตต์ 88 แรงม้า โดยจะทำงานร่วมกับเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ  136 แรงม้าผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ขับเคลื่อนล้อหน้าเป็นหลัก โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนที่ล้อหลังช่วยกันทำงานตามสภาะที่จำเป็นจากการสั่งงานผ่านสมองกลได้ผลทั้งการขับขี่ที่มีสมรรถนะและความประหยัดจากการทดสอบทำได้ ถึง 47.5 กม./ลิตร และมีค่าไอเสียเพียง 49 กรัมต่อกม.

ในบทการทดลองขับบนเส้นทาง Onroad  เราใช้ Cooper S ALL4 ในการเดินทาง เครื่องยนต์ 2 ลิตร192 แรงม้า มีตัวช่วยให้การเดินทางกับ MINI คันนี้สนุกเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากความเป็น MINI ที่เรียกว่า ขับโกคาร์ท คือ พวงมาลัยแม่นยำ ควบคุมได้ง่าย การทรงตัวดี หนึบแน่น ซึ่งเหล่านี้มีอยู่แล้วถึงแม้จะเป็นรถแบบ Crossover ที่ไม่ตอบสนองอย่างชัดเจนเหมือน MINI ตัวเล็กทั้งหลายแต่คันนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเสียเลยทีเดียว แป้น Paddle Shift หลังพวงมาลัยเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดที่ยังเป็นของ ZF ที่ทำงานถ่ายทอดกำลังได้ดีเหลือเกินทั้งนุ่มนวลและตรงตามความต้องการ มีโหมดการถ่ายทอดกำลังให้เลือก 3 โหมดคือ Green เป็น Ecomode ที่พลักการขับเคลื่อนไปที่ล้อหน้าเท่านั้นการเปลี่ยนจังหวะเกียร์จะสม่ำเสมอที่รอบเครื่องยนต์ไม่เกิน 2,000 รอบ/นาทีในแต่ละจังหวะ  Mid เป็นmode กลางปรับเปลี่ยนตามสภาพใช้งานตามปกติกดคันเร่งหนักจะเปลี่ยนลงไปเกียร์ต่ำลงให้รอบสูงขึ้น หรือถ้าขับปกติก็จะเปลี่ยนในรอบไม่เกิน 2,000 เช่นเดียวกัน และ Sport ใน mode นี้นอกจากจะเปลี่ยนเกียร์ในรอบสูงขึ้นแล้วยังเปิดเสียงเครื่องยนต์ให้เข้าห้องโดยสารได้ยินดังขึ้นเพิ่มความเร้าใจ พร้อมกับการตัดระบบช่วยเหลือบางรายการออกให้ขับด้วยตัวเองอย่างสนุกขึ้น

ทุกรายการทำได้อย่างน่าประทับใจจะมีที่ต้องปรับตัวอยู่บ้างคือแป้นเบรกที่ไม่รู้สึกคุ้นเคยมาก่อน เบรกไฟฟ้าตอบสนองเร็วจนหัวทิ่มอยู่พักใหญ่ และต้องจับจังหวะให้ดีจนถึงกับเกร็งกว่าจะทำความรู้จักเพื่อให้ใช้งานกันได้ดีก็ใช้เวลาทดลองเบรกแล้วเบรกอีกอยู่นานพอควร

ใน mode ของภารกิจ offroad ระบบ ALL4 จะทำหน้าที่เป็นระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อตลอดเวลาทำงานสัมพันธ์กับระบบ Dynamic Stability Control (DSC) แต่เมื่ออยู่ในภารกิจที่ต้องปรับเปลี่ยนก็จะทำการถ่ายน้ำหนักการขับเคลื่อนไปล้อหน้าและหลังตามความจำเป็น เช่นเมื่อเดินทางปกติจะให้การขับเคลื่อนล้อหน้าเป็นหลัก เมื่อรถมีการทรงตัวเปลี่ยนไปเช่นเข้าโค้งก็จะมีการถ่ายการขับเคลื่อนไปที่ล้อหลังมากขึ้น และอาจมากขึ้นถึง 100% ในสภาพที่ลื่นไถลกว่าปกติมากๆ  รวมถึงถ่ายเทไปแต่ละล้อตามความจำเป็นเช่นกรณีติดหล่มล้อใดล้อหนึ่งก็จะถ่ายไปล้อที่ไม่ติดให้ขับเคลื่อนต่อไปได้ ซึ่งทั้งหมดทำงานเห็นผลได้อย่างรวดเร็วฉับไวต่อสถานการณ์

โดยรวมแล้ว Countryman มีความใหม่มากๆ ในด้านการที่จะทำให้มีประโยชน์ใช้สอยมากยิ่งขึ้น สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นให้สมกับความเป็น SUV รุ่นเดียวของ MINI

ความคิดเห็น

นอกเหนือจากความใหญ่จนดูไม่เป็นMINI อีกต่อไป ที่ทำให้เราได้พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางสะดวกสบายมากขึ้น ทั้งๆก่อนหน้านี้รุ่นแรกก็ดูใหญ่เมื่อเทียบกับ MINI พออยู่แล้ว แต่ครั้งนี้มันใหญ่จนอยากจะเรียกว่า Macro มากกว่า ครั้งนี้ MINI ยังทำให้  Countryman เป็นรถที่มีขีดความสามารถในการบุกบั่นไปในทุกพื้นที่ได้มากขึ้นจากระบบ ALL4 ที่ทำงานได้ทันอกทันใจ  และไว้ใจได้การถ่ายทอดกำลังจากล้อไปล้อที่ต้องการกำลังมากกว่าทำได้รวดเร็วน่าพอใจ กลายเป็นว่า Countryman จะเป็นแบรนด์ใหม่ที่มีความแตกต่างไปจาก MINI กันไปเลยทีเดียว ถ้าเปิดตัวในไทยด้วยราคาใกล้เคียงกับรุ่นแรกที่เป็นรถประกอบในประเทศ เชื่อว่ารถที่จะถูกแย่งตลาดมากที่สุดก็จะเป็น BMW X1 นั่นเอง

ภูวนาถ เผ่าจินดา

Please follow and like us: