NEW HONDA CIVIC กับสัมผัสแรกในประเทศไทย หล่อ เร็ว แรง มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.5 DUAL VTC TURBO

NEW HONDA CIVIC กับสัมผัสแรกในประเทศไทย
หล่อ เร็ว แรง มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.5 DUAL VTC TURBO

กระแสดังที่หลายท่านคงจะพอทราบถึงเรื่องราวความเป็นมาของซีดานรุ่นเรือธงจากค่ายฮอนด้า ซึ่งอีกไม่นานจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเพื่อให้แฟนๆได้ยลโฉมและจับจองเป็นเจ้าของ ใช่แล้วครับ…สิ่งที่ผมกำลังจะนำเสนอ นั่นคือ NEW HONDA CIVIC ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์1.5 VTC TURBO แบบใหม่ล่าสุดภายใต้เทคโนโลยี EARTH DREAM

การท้าทายเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงจนเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการรถยนต์ ซึ่งค่ายฮอนด้าได้นิยามสั้นๆให้กับรถรุ่นนี้ว่านี่คือ “พรีเมี่ยมสปอร์ตซีดาน”ที่สมบูรณ์แบบ NEW HONDA CIVIC จะได้รับการพัฒนาด้านไหน และ มีอะไรโดดเด่น คำถามนี้ผมไปหาคำตอบมาให้ทุกท่านจากสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เชิญรับชมก่อนรถจริงจะเปิดตัวพร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการได้เลยครับ

HONDA CIVIC ได้ออกสู่สายพานการผลิตในเจนเนอเรชั่นแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1972  ความเป็นมากว่า 43 ปี ซึ่งมีการวางจำหน่ายไปยัง 170 ประเทศ โดยใช้ฐานการผลิตจากโรงงาน 9 แห่งทั่วโลก จวบจนเข้าสู่รุ่นปัจจุบันในเจนเนอเรชั่นที่ 10 ทั้งยังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการคว้า 6 รางวัล จาก 5 สถาบันชั้นนำ ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา หลังจากวางจำหน่ายเพียง 4 เดือน สิ่งที่ทำให้กวาดรางวัลมากมายในระยะเวลาไม่นานส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยี  EARTH DREAM ซึ่งได้คิดค้นมาในปี 2554 และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน กระทั่งวิศวกรจากค่ายฮอนด้าได้นำเทคโนโลยีนี้มาผสานรวมกับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร กลเม็ดเด็ดดวงยังมีเรื่องของการติดตั้งระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จ ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานทัดเทียมกับเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร

เจาะลึกเครื่องยนต์ VTC TURBO

รหัสใหม่ของความแรงและประหยัด

ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์ระบบ Variable Valve Timing And Lift Electronic Control จะสร้างชื่อให้กับฮอนด้ามาเป็นเวลานาน แต่การพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งทำให้ระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ถูกพัฒนามาเข้ามาเป็นตัวช่วย แถมยังมีประสิทธิภาพสูงทั้งอัตราเร่งและการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง โดยทางบริษัทผู้ผลิตเคลมไว้ว่า”ถึงแม้จะเป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดความจุเพียง 1.5 ลิตร แต่ก็สามารถเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตรได้อย่างสบายๆ โดยการทำงานของเครื่องยนต์เป็นการผสมรวม 3 เทคโนโลยีทันสมัยเข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่

ระบบหัวฉีด ไดเรคท์ อินเจคชัน และท่อไอดีแบบตรง หัวฉีดไดเรคอินเจคชันจะทำการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังกระบอกสูบโดยตรง ซึ่งเป็นการช่วยลดอุณหภูมิภายในกระบอกสูบและการไหลของไอดีแบบตรง ส่งผลให้อากาศและเชื้อเพลิงผสมกันได้อย่างรวดเร็ว การเผาไหม้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องยนต์จึงทำงานได้ราบรื่นและต่อเนื่อง

ระบบการควบคุมการเปิด-ปิดวาล์วแบบคู่ (Dual VTC) ของท่อไอดี และท่อไอเสีย ระบบนี้จะช่วยให้การทำงานของ Valve Timing Control (VTC) ควบคุมจังหวะการเปิด-ปิดวาล์วของท่อไอดีและท่อไอเสียสอดคล้องกัน ทำให้เครื่องยนต์ทำงานเต็มประสิทธิภาพแม้ในขณะรอบเครื่องยนต์ต่ำ

เทอร์โบ ชาร์จเจอร์ ระบบอัดอากาศที่ได้รับการเพิ่มเติมระบบควบคุมช่องระบายไอเสียส่วนเกินด้วยไฟฟ้าซึ่งติดตั้งใบพัดขนาดเล็กเพื่อนำพลังงานไอเสียส่วนเกินกลับมาใช้ใหม่ ทำให้เครื่องยนต์สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว

รู้ลึกถึง 3 องค์ประกอบหลักซึ่งเป็นที่มาของจุดเด่นในเครื่องยนต์เทคโนโลยีล่าสุดไปแล้ว สำหรับ NEW HONDA CIVIC ได้รับการติดตั้งขุมพลังขนาด 1.5 ลิตร VTEC TURBO ซึ่งเป็นการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีมให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาทีด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 220 นิวตัน-เมตร ที่ 5,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติซีวีที ซึ่งเพิ่มความสนุกในการขับขี่ด้วยระบบเกียร์แบบมีบวก/ลบ

รูปโฉมเฉี่ยวสไตล์ท้ายลาดแบบลูกผสม

ที่มาของคำว่า “พรีเมี่ยมสปอร์ตซีดาน”

นอกจากจุดเด่นในด้านของเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ หากไม่พูดถึงความงามของรูปลักษณ์และห้องโดยสารภายในก็คงจะคาดเดากันลำบาก ภาพที่ทุกท่านเห็นคือรุ่น RS ซึ่งเป็นรุ่นท๊อพ แต่ในรุ่นสแตนดาร์ดอาจมีบางส่วนแปลกตาไป ซึ่งยังถือเป็นข้อมูลลับโดยทางผู้ผลิตยังไม่สามารถเผยได้ เอาเป็นว่าข้อมูลบางอย่างที่ผมนำมาเผยแพร่ค่อนข้างจะมั่นใจได้เลยว่าในรถรุ่นมาตรฐานจะมีอุปกรณ์พวกนี้ติดตั้งมาจากโรงงานแน่นอน

สิ่งที่ประทับใจที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกเห็น ความสวยงามของลายเส้นที่ออกแบบมาได้อย่างลงตัวและใกล้เคียงกับรถในสไตล์แฮทแบคเอาเสียมากๆ ไอเดียเก๋ๆบางอย่างเช่นแก้มด้านข้างมีไฟเลี้ยวติดตั้งไว้จนบางมุมมองไปคล้ายกับ NSX รถสปอร์ตระดับตำนานของค่ายฮอนด้า ชุดกระจังหน้ารวมถึงโคมไฟค่อนข้างคล้ายคลึงกับ HR-V  รายละเอียดของวัสดุแน่นนอนว่าเป็นไปตามยุคสมัย คือการนำหลอดแอลอีดีรวมถึงโปรเจคเตอร์เลนส์มาติดตั้ง อีกหนึ่งจุดที่สะดุดตาคือกล้องเพื่อตรวจสอบมุมอับสายตาที่ติดตั้งบริเวณกระจกมองข้างด้านซ้าย ท้ายรถอาจจะดูไม่ต่างจากรุ่นเดิมสักเท่าไหร่เพราะโคมไฟท้ายที่ใกล้เคียงรุ่นเดิม แต่เพิ่มเติมดีไซน์โคมไฟที่เลยไปถึงขอบบนกระโปรง ในส่วนของรูปลักษณ์และอุปกรณ์ภายนอกรถค่อนข้างจะชัดเจนว่าที่กล่าวถึงจะติดตั้งมากับ NEW CIVIC ทุกรุ่น

ห้องโดยสารกว้างขวางใกล้เคียงกับรถยนต์ในระดับ D Segment จนทำให้นึกถึงภายในของ ACCORD หลังจากลองอัดเข้าไปเต็มอัตราโดยมีทั้งคนขับและผู้โดยสารรวม 5 ที่นั่ง เบาะนั่งแถวหลังนั่งเต็มทั้ง 3 ตำแหน่งโดยเพื่อนๆนักข่าวร่างกายกำยำถึง 3 คน ต่างคอมเมนต์เป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่อึดอัด” และยังได้ทัศน์วิสัยการมองที่ดีขึ้นจากการออกแบบเบาะนั่งให้เตี้ยลง อุปกรณ์ที่โดดเด่นเริ่มจากจอ TFT บริเวณแผงแดชบอร์ดและจอทัชสรีนที่อยู่บริเวณคอนโซลกลาง รวมถึงยกระดับความหรูด้วยเบรคมือไฟฟ้า

“สมรรถนะเกินตัว”

นิยามนี้พูดได้ไม่ผิดเพี้ยน

สาธยายมาพอหอมปากหอมคอกับทีเด็ดใน NEW CIVIC 2016 ถึงเวลาลองของกันสักทีครับ อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่แรกว่าการทดสอบในครั้งนี้ ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ใช้สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต เป็นสถานที่เปิดประสบการณ์ใหม่เพื่อให้คณะของเราได้สัมผัสเป็นครั้งแรก รถที่ได้ทำการทดสอบมีอยู่ 2 คันซึ่งเป็นรุ่นท๊อพในชื่อรุ่น“RS” และสื่อแต่ละสำนักมีโอกาสได้ลองขับคนละ 2 รอบสนาม ระยะทางรวมเกือบ 10 กม. จริงๆอาจจะดูว่าน้อยไปสักนิดสำหรับการทดสอบรถ 1 คัน แต่การขับในสนามแข่งคือการลองสมรรถนะอย่างเต็มกำลัง เค้นสมรรถนะกันสุดโต่ง แล้วยิ่งเป็นการทดสอบในสนามแข่งระดับโลกด้วยอีกต่างหาก ไม่มีทางที่จะขับแบบกินลม…ชมวิว แน่นอน

หลังจากรับฟังการบรรยายสรุปเรื่องรูปแบบการขับขี่รวมถึงจุดเด่นของสมรรถนะเครื่องยนต์ก็ถึงเวลาสำหรับการ “ลองของ” บริเวณพิทอินซึ่งใช้เป็นตำแหน่งปล่อยรถ ความเร็วจะถูกจำกัดไว้ไม่เกิน 60 กม./ชม.แต่พอตัดเข้าเส้นทางที่ใช้ขับจริง คันเร่งถูกกระแทกอย่างรุนแรงสร้างแรงดึงได้ดีในระดับหนึ่งแต่ก็ไม่ถึงกระชากจนหลังติดเบาะ ในช่วงทางตรงซึ่งเป็นจุดเด่นของสนามแห่งนี้มีความยาวกว่า 1 กม. ผมเหลือบตามาดูความเร็วซึ่งไปเตะอยู่ประมาณ 170 กม./ชม. ในขณะนั้นเหมือนจะไม่เร็วนัก เพราะทั้งสนามมีเพียง NEW HONDA CIVIC เพียงคันเดียวที่ขับอยู่บนแทรก อีกอย่างที่น่าจะทำให้เพลิดเพลินกับความเร็วนั่นคือเรื่องของการเก็บเสียงจากภายนอกรวมถึงเสียงของเครื่องยนต์ที่เร็ดรอดเข้ามาในตัวรถถือว่าซับเสียงได้ดี จากช่วงสุดทางตรงจะเป็นทางโค้ง แพดเดิลชิฟท์หลังพวงมาลัยมีบทบาทขึ้นมาทันที การเปลี่ยนเกียร์โดยใช้แพดเดิลชิฟท์เพื่อเป็นการชะลอรถโดย ENGINE BRAKE ทำได้ค่อนข้างจะนุ่มนวล บางครั้งต้องลดทีละ 2-3 ตำแหน่ง เพื่อลดความเร็วก่อนเข้าโค้งตามทฤษฏีของการขับรถในสนามแข่ง ปรุงแต่งทิศทางและกำลังเครื่องยนต์ด้วยการเบรคเป็นบางจังหวะ ก่อนจะเติมความเร็วเมื่อออกจากโค้ง ขณะที่ทิศทางได้ตามต้องการผมตัดสินใจกระแทกคันเร่งอย่างรุนแรงเพื่อสังเกตว่ารถจะเสียอาการมากน้อยเพียงใด ขอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าระบบช่วงล่างนั้นได้ทำการปรับเซทมาเป็นอย่างดี อาการย้วยจากการออกโค้งสัมผัสได้น้อยมาก สปริงและโช๊คอัพทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่นุ่มและไม่แข็งจนเกินไป โดยรวมถือว่าเยี่ยมยอด แต่ที่ไม่ค่อยดีนักคือหมดเวลาสำหรับการทดลองเนื่องจากหมดโควต้าที่ทีมผู้จัดได้ให้ไว้เพียงท่านละ 2 รอบเท่านั้น

การที่ผมชื่นชมถึงการปรับเซทช่วงล่างที่ปรับมานั้น มาถึงบางอ้อก็เมื่อเปิดฝากระโปรงท้ายออก เหล็กแท่งยาวๆทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างโช๊คอัพทั้งด้านซ้ายและขวา หรือรู้จักกันในชื่อ “สตรัทบาร์” เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้คลายความสงสัย และมีการยืนยันว่าติดตั้งมากับรถทุกรุ่น นอกจากนี้ความอลังการของพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่มีขนาดความจุทะลุ 500 ลิตร เป็นอะไรที่ถูกซ่อนไว้ได้อย่างกลมกลืน อีกฟังค์ชั่นที่ต้องโชว์คือกุญแจอิมโมบิไลเซอร์mujติดตั้งระบบสั่งการให้เครื่องยนต์สตาร์ทและดับเครื่องได้ด้วยวิธีกดปุ่มที่กุญแจรีโมท และจะทำงานก็ต่อเมื่อเกียร์อยู่ในตำแหน่งP แต่จะทำการเมื่อประตูลอคเท่านั้น โดยมีรัศมีทำการคลอบคลุมระยะไม่เกิน 10 เมตร และจะทำงานแค่ 10 นาที หลังจากนั้น เครื่องยนต์จะดับอัตโนมัติ

ข้อมูลที่จัดทำขึ้นถือเป็นการจัดเต็มกับกระแสดังของรถรุ่นเรือธงคันล่าสุดจากค่ายฮอนด้า มาถึงตอนนี้ชักเริ่มอยากเห็นตัวจริงกันแล้วใช่หรือไม่ อดทนรออีกสักนิด ไม่เกินกลางเดือนมี.ค. NEW CIVIC 2016 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการแน่นอน โดยเครื่องยนต์มีให้เลือก 2 ขนาด คือ 1.8 ลิตร และ 1.5 VTC TURBO รวมถึงแยกออกเป็น 4 รุ่นย่อย ประสบการณ์ตรงที่ผมได้สัมผัสและข้อมูลลับที่ผมนำเสนอสามารถฟันธงได้ว่า…สาวกของรถรุ่นนี้ต้องไม่ผิดหวัง 

Please follow and like us: