รถยนต์แฮทแบคในเซกเมนต์อีโค่คาร์ รูปลักษณ์ โดดเด่น มีสไตล์ ห้องโดยสารกว้างขวาง เปี่ยมด้วยประโยชน์สำหรับการใช้สอย ขุมพลังแบบเดียวกับมาร์ช ขนาด 1.2 ลิตร 79 แรงม้า ปรับปรุงและพัฒนาระบบเกียร์ซีวีทีในรูปแบบ XTRONIC CVT D-Step Logic พร้อมความปลอดภัยเหนือระดับไปกับนวัตกรรม Intelligent Mobility Driving Technology เปิดราคาขายรุ่น V เพียง 568,000 บาท และในรุ่นท๊อพ VL ราคา 640,000 บาท

หลังจากเผยตัวจริงสู่สาธารณชนในแดนอาทิตย์อุทัยไปเมื่อเดือน พฤศจิกายน ปีที่ผ่านมา โดยมีกระแสตอบรับอย่างท่วมท้นกับยอดจำหน่ายกว่า 16,000 คัน ก็ถึงเวลาของ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จะสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดรถยนต์เมืองไทย พร้อมปลดระวาง MARCH 2 รุ่นบน  และสร้างนิยามใหม่สำหรับรถยนต์ในกลุ่มอีโค่คาร์ ด้วยการเปิดตัว NISSAN NOTE คอมแพ็คแฮทช์แบคที่ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีสุดล้ำ ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมการเคลื่อนที่อัจฉริยะ” หรือ “Nissan Intelligent Mobility” ทั้งยังชูจุดเด่นจากห้องโดยสารที่กว้างขวาง ให้ความสะดวกสบายกับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

NISSAN NOTE ถือกำเนิดมาในรูปแบบของรถแฮทแบครุ่นสุดท้องในกลุ่มอีโค่คาร์เฟสแรก ซึ่งมีตัวถังใหญ่สุดในกลุ่ม ด้วยขนาดความยาว 4,105 มม. กว้าง 1,695 มม. และสูง 1,535 มม. ในขณะที่มีระยะฐานล้อยาวถึง 2,600 มม. พร้อมน้ำหนักตัวโดยรวม 1,061 กก.

NOTE มากับรูปลักษณ์ที่ให้ความโฉบเฉี่ยว ออกแบบเส้นสายได้โดดเด่นภายใต้เอกลักษณ์เฉพาะของนิสสัน กระจังหน้าเป็นแบบ V-Motion ในรุ่นท๊อพ (VL) สะดุดตาไปกับโคมไฟแบบ LED โปรเจคเตอร์ พร้อม LED Signature Light ซึ่งสามารถปรับระดับของลำแสงได้ตามความต้องการ

เส้นสายด้านข้างสะท้อนถึงความสปอร์ต พลิ้วไหว และมีหลักอากาศพลศาสตร์ที่ดีเยี่ยม โดยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (CD) ต่ำสุดเพียง 0.30 ช่วยในเรื่องการทรงตัว ลดเสียงรบกวน และประหยัดเชื้อเพลิง มือจับประตูเพิ่มความหรูหราด้วยสีโครเมียม กระจกข้างทำสีเดียวกับตัวรถซึ่งพับและปรับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมติดตั้งไฟเลี้ยวที่ฝาครอบ

มุมมองด้านท้ายรถสวยงาม ติดตั้งไฟท้าย LED แบบ Signature รูปทรงบูมเมอแรง พร้อมไฟเบรกแบบ LED สำหรับรุ่นท๊อพ (VL) เสริมลุคสปอร์ตด้วยการติดตั้งสปอยเลอร์บนหลังคา

ด้วยคอนเซ็ปต์ที่ทำให้ชีวิตดูง่ายและทันสมัย รวมถึงระยะฐานล้อยาวสุดในกลุ่ม อีกทั้งประตูผู้โดยสารด้านหลังเปิดได้กว้างถึง 85 องศา ส่งผลให้ NOTE เข้า-ออก ห้องโดยสารได้อย่างสะดวก

ภายในกว้างขวาง มากด้วยประโยชน์ใช้สอย ตกแต่งด้วยโทนสีดำ และแตกต่างด้วยวัสดุสีเงิน เช่น หัวเกียร์ ฐานเกียร์ ขณะที่คอนโซลกลางเป็นสีเปียโน แบล็ค

เบาะนั่งกระชับลำตัวหุ้มด้วยผ้าสีดำแต่งขอบด้วยสีเบจ ในส่วนของเบาะด้านผู้ขับขี่สามารถปรับสูง-ต่ำ ให้เหมาะสมกับสรีระ พร้อมช่องเก็บของด้านหลัง สำหรับเบาะหลังรุ่น VL ปรับแยกแบบ 60 : 40 ส่วนในรุ่น V พับได้แบบชิ้นเดียว

พวงมาลัยรูปทรงสปอร์ต แบบ D-Shape ปรับสูงต่ำได้ ในรุ่น VL ติดตั้งระบบมัลติฟังก์ชั่นควบคุมการทำงานของเครื่องเสียงและระบบเชื่อมต่ออื่นๆ ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ชุดแดชบอร์ดติดตั้งมาตรวัดเรืองแสงอัจฉริยะมัลติฟังก์ชัน ดิสเพลย์ (MID) แสดงข้อมูลการขับขี่ แสดงระยะการเข้ารับบริการ อุณหภูมิภายนอก นาฬิกาดิจิทัล เสียงสัญญาณเตือนลืมปิดไฟหน้า ระบบเตือนเมื่อลืมกุญแจ

NOTE ทั้ง 2 รุ่นติดตั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ส่วนระบบความบันเทิงในรุ่น V ติดตั้งวิทยุ ซีดี เอ็มพี 3 แบบ 1 แผ่น หน้าจอขนาด 5 นิ้ว พร้อมระบบเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง AUX, USB สำหรับรุ่น VL ติดตั้ง วิทยุ ซีดี เอ็มพี 3 แบบ 1 แผ่น หน้าจอ LED แบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว พร้อมเชื่อมต่อ AUX, USB, Bluetooth และช่อง AV-in , HDMI ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบ Bluetooth

ขุมพลังที่ใช้เป็นบล็อกเดียวกับมาร์ช ในรูปแบบของเครื่องยนต์เบนซินรหัส HR12DE แบบ 3 สูบ แถวเรียง DOHC 12 วาล์ว CVTC (Continuously Variable-valve Timing Control) ขนาด 1,198 ซีซี มาพร้อมกับหัวฉีดอีเลคทรอนิคส์ มัลติพอยท์ (ECCS) 32 บิท ให้กำลังสูงสุด 79 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 106 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที พ่วงระบบตัดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติ เมื่อรถหยุดนิ่ง (Idling Stop) ช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น

ระบบเกียร์เป็นแบบ XTRONIC CVT D-Step Logic ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ทำได้นุ่มนวล แต่ให้อัตราเร่งต่อเนื่องและตอบสนองทันใจ รวมถึงติดตั้งระบบรองรับด้านหน้า อิสระ แม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลัง ทอร์ชัน บีม พร้อมเหล็กกันโคลง

มาถึงในด้านของ Intelligent Mobility Driving Technology หรือเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งระบบดังกล่าวจะถูกติดตั้งใน NISSAN NOTE รุ่น VL ซึ่งประกอบไปด้วย

Intelligent Around View Monitor (AVM)
กล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง AVM มองเห็นได้ทุกจุดรอบคัน ตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุ และบุคคลที่เคลื่อนไหว จากกล้องรอบคัน MOD (Moving Object Detection) โดยแสดงผลที่กระจกมองหลัง ให้ความปลอดภัยและก้าวล้ำเทียบเท่ารถยนต์ระดับหรูขนาดใหญ่

Intelligent Forward Collision Warning (FCW)

ระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ เซ็นเชอร์จากกล้องด้านหน้ารถจะตรวจจับบุคคล และยานยนต์บริเวณหน้ารถ แล้วส่งสัญญาณเสียงพร้อมสัญลักษณ์เตือนบนหน้าปัด

Intelligent Emergency Braking
ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ ทำงานร่วมกับระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ วิเคราะห์ระยะห่าง และความเร็วด้วยกล้องด้านหน้า แล้วจึงช่วยชะลอความเร็วและหยุดรถบรรเทาอุบัติเหตุและความเสียหายที่อาจเกิดจากการชนยานยนต์ และคน

Lane Departure Warning
ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเส้นทาง ทำหน้าที่เตือนผู้ขับขี่ ด้วยเสียงและสัญญาณไฟที่บริเวณหน้าปัดเมื่อรถออกนอกช่องทางโดยไม่ได้ตั้งใจ ระบบจะทำงานที่ความเร็วมากกว่า 70 กม./ชม.

ในส่วนระบบความปลอดภัยและตัวช่วยการขับขี่ยังคงอัดแน่นเต็มพิกัด เริ่มจาก ระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบเสริมแรงเบรก (BA) และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ แอลอีดี, ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ (VDC),ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA), ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ (Push Start Button),กุญแจรีโมทอัจฉริยะ Intelligent Key พร้อมระบบ Immobilizer และ ระบบตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุ คน รอบคัน (Moving Object Detection) ในรุ่น VL

NISSAN NOTE มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่
สีแดง เรเดียน เรด (Radiant Red)

สีชมพู สวีท พิงค์  (Sweet Pink)

สีม่วง พลัม (Plum Purple)

สีขาว ไวท์ เพิร์ล (White Pearl)

สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ (Brilliant Silver)

สีดำ แบล็ค สตาร์ (Black Star)

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งราคาจำหน่าย NISSAN NOTE รุ่น 1.2 V ไว้ที่ราคา 568,000 บาท และรุ่นท๊อพ 1.2 VL ในราคา 640,000 บาท มาพร้อมแคมเปญโปรโมชั่นในช่วงเปิดตัวสำหรับรถลอตแรกจำนวน 2017 คัน จะมีส่วนลดเพิ่ม 20,000 บาท รวมถึงคิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1.69 % โดยสามารถส่งมอบให้กับลูกค้าได้หลังวันที่ 16 มีนาคม 2560 เป็นต้นไป สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองได้จากตัวแทนจำหน่ายกว่า 200 สาขาทั่วประเทศ

Please follow and like us: