Testdrive:The New Volvo S90 D4 Inscription ชูนวัตกรรมขับขี่อัจฉริยะ สะดวกและปลอดภัย ตามสไตล์รถแดนไวกิ้ง

      ปีที่ผ่านมากลุ่มรถระดับพรีเมี่ยมของค่ายรถแดนสแกนดิเนเวียอาจจะดูเงียบไปสักนิด จนกระทั่งช่วงปลายปี บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำโปรดักส์ในหลายๆเซกเมนต์มาเปิดตัวพร้อมจำหน่ายบ้านเรา เริ่มจาก V 40 รถตรวจการณ์ขนาดกลาง ตามด้วย XC 90 เอสยูวีหรูที่มาพร้อมฟังค์ชั่นเพื่อความปลอดภัย และส่งท้ายปีด้วย S 90 ซีดานระดับพรีเมียมรูปโฉมใหม่ที่อัดแน่นไปด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะ พร้อมทั้งจัดกิจกรรมให้สื่อมวลชนได้ทดสอบสมรรถนะไปเมื่อไม่นานมานี้

      สำหรับใครที่กำลังจับตามองรถยนต์หรูจากค่ายรถแดนไวกิ้ง ข้อมูลและผลการทดสอบได้รวบรวมไว้และพร้อมให้ทุกท่านนำไปประกอบการพิจารณา

      The New Volvo S90 D4 Inscription เป็นรถซีดานเรือธงรุ่นล่าสุดที่ วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด นำเข้ามาเจาะตลาดในกลุ่มรถหรูโดยมีมิติคาบเกี่ยวระหว่าง D และ E Segment อธิบายให้เข้าใจง่ายๆเล็กน้อยหากท่านผู้อ่านยังคิดภาพตามไม่ออก

      เริ่มจากมิติตัวถังมีสัดส่วนอยู่ที่ความยาว 4,963 มม. กว้าง 1,879 มม. และสูง 1,443 มม. ในขณะที่ฐานล้อมีขนาด 2,941 มม. หากเทียบขนาดกับรถหรูค่ายคู่แข่งทางทวีปยุโรป The New Volvo S90 จะอยู่ตรงกลางระหว่าง บีเอมดับเบิลยู ซีรัย์ 5 และ ซีรีย์ 7

      โครงสร้างตัวถังออกแบบโดย Scalable Product Architecture หรือเรียกสั้นๆได้ว่า “Spa Platform” ซึ่งเป็นการออกแบบทางวิศวกรรมที่ทันสมัย มีจุดเด่นในด้านความแข็งแกร่ง ใช้เหล็กกล้าโบรอน (Ultra-High Strength Boron Steel) ทนต่อการบิดและให้ตัวได้สูง นอกจากนี้ยังเพิ่มเนื้อที่ภายในห้องโดยสารมากขึ้นโดยไม่สูญเสียความแข็งแรงของโครงสร้างแต่อย่างใด

      รูปลักษณ์ของ The New Volvo S90 D4 Inscription โดดเด่นอย่างมีเอกลักษณ์ กระจังหน้าออกแบบเลิศหรูพร้อมโลโก้ Iron Mark แบบใหม่ ไฟหน้าได้ต้นทางการดีไซน์มาจาก “ค้อนของเทพเจ้าธอร์ (Thor Hammer)” ติดตั้งไฟแอลอีดี ให้แสงหักเหตามพวงมาลัย และปรับระดับอัตโนมัติ หนึ่งในความปลอดภัยเชิงป้องกันซึ่งเป็นสโลแกนตามติดมาตั้งแต่อดีต

      มุมมองด้านท้ายตามความคิดเห็นส่วนตัวยังดูไม่ค่อยแตะตาเท่าที่ควร ไฟท้ายรูปตัว C ขนาดใหญ่ โอบล้อมขอบด้านหลัง อาจจะดูเทอะทะไปสักนิด แต่มีหลายฟังค์ชั่นติดตั้งมาเพื่อคอยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน ในส่วนนี้ขอรวบยอดไปในช่วงของการทดสอบว่าการใช้งานระบบเกี่ยวเนื่องต่างๆจะยากง่ายเพียงใด ขณะที่ล้อแม็กมาในลวดลาย 10 ก้าน ขนาด 19 นิ้ว หุ้มยาง 255/40

      ห้องโดยสารออกแบบหรู มีเบาะนั่งรูปทรงใหม่ดีไซน์สะดุดตาหุ้มด้วยหนังแท้ NAPPA นุ่มนวล นั่งสบายทุกที่นั่ง เบาะคู่หน้าได้รับการติดตั้งเทคโนโลยี Run-off Road Protection ทำงานโดยใช้เข็มขัดนิรภัยรั้งร่างกายผู้ขับขี่และผู้โดยสารให้ติดเป็นส่วนเดียวกับเบาะนั่งทันทีเมื่อเซนเซอร์ตรวจจับได้ว่าอาจเกิดการชน

      การตกแต่งภายได้นำไม้วอลนัทสไตล์สแกนดิเนเวียนมาติดตั้งในรูปแบบที่เรียบง่ายแต่โดดเด่น ยามค่ำคืนห้องโดยสารจะเรืองแสงบริเวณที่วางเท้า พร้อมติดตั้งระบบกรองอากาศ CleanZone เพื่ออากาศบริสุทธิ์สำหรับทุกลมหายใจ ซึ่งระบบนี้จะคัดกรอง ฝุ่นละออง เกสร และกลิ่นไม่พึงประสงค์ รวมถึงไม่ให้อากาศภายนอกเข้ามาในห้องโดยสาร

       

      ชุดหน้าปัดออกแบบใหม่มีขนาดใหญ่ถึง 12.3 นิ้ว มีภาพกราฟฟิกพร้อมสีสันที่ปรับระดับแสงและให้ความคมชัดสูง สามารถแสดงผลข้อมูลสำคัญต่างๆสะท้อนไปยังกระจกหน้าในรูปแบบของ Head-up Display อาทิ ความเร็ว และช่องทางการเดินรถซึ่งทำงานร่วมกับระบบเนวิเกเตอร์

      พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นติดตั้งระบบควบคุมความเร็ว Cruise Control และปุ่มควบคุมเครื่องเสียงซึ่งพิเศษด้วยระบบการสั่งงานด้วยเสียงในรูปแบบของเทคโนโลยี Sensus Connect ติดตั้งอุปกรณ์เชื่อมสัญญาณสั่งการและสื่อสารผ่านดาวเทียม ซึ่งมีในรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่ทุกรุ่น

      จุดเด่นอีกหนึ่งแห่งอยู่บริเวณคอนโซลกลางในรูปแบบของหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำหรับควบคุมการทำงานของระบบ Sensus ทั้งในส่วนของการให้ความบันเทิง และระบบนำทางผ่านดาวเทียม รวมถึงระบบปรับอากาศ ใช้งานสะดวก

       

      ระบบเครื่องเสียงถือเป็นจุดเด่นที่จะสร้างสุนทรียแห่งการเดินทางทั้งใกล้และไกล โดยได้รับการติดตั้งลำโพงคุณภาพระดับ Premium Sound จาก Bower & Wilkins ด้วยชุดลำโพง 19 ตัว พร้อมแอมพลิฟายเออร์กำลังขับ 1,400 วัตต์ 12 แชนแนล เลือกฟังเสียงคุณภาพได้ถึง 3 โหมด ในรูปแบบของ คอนเสิร์ต เสตจ และ สตูดิโอ

      The New Volvo S90 D4 Inscription ขับเคลื่อนด้วยขุมกำลัง Volvo Drive-E Powertrain ในรูปแบบของเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล ทวินเทอร์โบ แบบ 4 สูบแถวเรียง ขนาดความจุ 2.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยีหัวฉีดอัจฉริยะ i-ART ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 4,250 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที

      ระบบส่งกำลังเป็นแบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ มีบวก/ลบ ที่คันเกียร์ ทั้งยังสามารถเลือกการขับขี่ได้ 4 รูปแบบ ในโหมด Comford,Eco,Dynamic และ Individual ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 8.2 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 230 กม./ชม. และเคลมอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 19.6 กม./ลิตร

      ระบบรองรับของรถคันนี้ใช้ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น พร้อมเหล็กกันโคลง หรือที่เรียกกันว่า Double Wishbone ในอดีตระบบนี้อาจจะมีจุดด้อยจึงทำให้หลายค่ายหันมาใช้แบบแมคเฟอร์สันสตรัท แต่วิศวกรผู้ออกแบบได้ใช้วัสดุอลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบา และแข็งแกร่งกว่าเดิมเข้ามาแทนที่ ด้านหลังเป็นแบบ Integral Link วางตามขวาง ทำหน้าที่แทนสปริง ส่งผลให้ใช้พื้นที่น้อยและมีพื้นที่ในห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายเพิ่มขึ้น

      ระบบความปลอดภัยในสโลแกน “ทุกชีวิต ปลอดภัยในวอลโว่” เรียกว่า Intellisafe คือเป็นการรวมระบบความปลอดภัยทั้งเชิงป้องกันและปกป้องเอาไว้ด้วยกัน ซึ่งวอลโว่คาดหวังไว้ว่าในปี 2020 ระบบนี้จะช่วยลดอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งจะไม่มีผู้ใดเสียชีวิตจากการใช้รถแบรนด์นี้

      สำหรับการทำงานของ Intellisafe ผมขอยกยอดไปอยู่ในช่วงของการทดสอบเนื่องจากทุกระบบล้วนมีความสำคัญต่อผู้ใช้งานรวมถึงผู้ใช้รถใช้ถนน รวมถึง City Safety เจนเนอเรชั่นใหม่ และ Automatic Bending Light ปรับทิศทางไฟขณะเข้าโค้งแบบอัตโนมัติ ทำงานร่วมกับระบบ Active High Beam ซึ่งเป็นการปรับไฟสูงอัตโนมัติเพื่อไม่ให้รบกวนสายตาของรถยนต์คันหน้าและรถที่ขับสวนทาง

      กิจกรรมการทดสอบในครั้งนี้ วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ใช้เส้นทาง กรุงเทพ-เขาใหญ่ ระยะทางรวมประมาณ 600 กม. เพื่อให้สื่อมวลชนได้ทดลองระบบต่างๆ ชนิดที่เรียกว่าลงลึกไปทุกรายละเอียด ตามต่อกันทุกบทสรุปในแต่ละประเด็นได้เลยครับ

      มาพูดถึงสมรรถนะและระบบการยึดเกาะเป็นอันดับแรก Volvo Drive-E Powertrain เทคโนโลยีของเครื่องยนต์ที่ติดตั้งในรถคันนี้เกิดจากเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ดีเซล คอมมอนเรล เทอร์โบคู่ ถือว่ามีความจัดจ้านพอตัว เมื่อนำมาผนวกกับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ทำให้รถพุ่งทะยานไปได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าเป็นรถหรูระดับพรีเมียม แต่ก็ไม่ได้เลือกที่จะนำระบบเกียร์ซีวีทีมาใช้ ซึ่งไม่ถือเป็นใจความสำคัญ เพราะระบบเกียร์ที่ติดตั้งมาในรถคันนี้ แม้จะมีรอยต่อของแต่ละเกียร์จนรู้สึกได้ แต่ก็ใช่ว่าจะสะดุดจนทำให้เสียอารมณ์ หากอยากเร่งแซง ฟังค์ชั่นอย่าง บวก/ลบ ที่คันเกียร์จะคอยสร้างอารมณ์ซิ่งให้ผู้ขับขี่ได้ดีในระดับหนึ่ง

      ในส่วนของระบบรองรับ นอกจากผลพวงของการนำ Double Wishbone มาใช้ในล้อหน้าซึ่งช่วยให้ปรับมุมล้อได้มากขึ้น ส่งผลให้ได้การยึดเกาะที่ดี สำหรับระบบรองรับด้านหลังแบบ Integral Link ส่งผลดีในด้านพื้นที่ใช้สอย การยึดเกาะยังทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อสปริงหายไป ช่วงล่างด้านหลังจึงให้อารมณ์กระด้างไปเล็กน้อย แทนที่จะนุ่มนวลตามสไตล์รถระดับพรีเมียม

      ทีเด็ดของ The New Volvo S90 D4 Inscription ที่ถือเป็นตัวชูโรงคือเรื่องของนวัตกรรมการขับขี่อัจฉริยะ หรือระบบ Pilot Assist ซึ่งเซนเซอร์จะตรวจจับรถคันหน้าและสามารถสั่งการให้รักษาความเร็วและระยะห่างจากรถคันหน้าได้อีกด้วย ทั้งนี้ระบบจะช่วยรักษาทิศทางรถให้อยู่กลางเลน แต่ใช่ว่าระบบจะควบคุมรถได้ตลอดเวลา ฉะนั้นผู้ขับต้องคอยสัมผัสพวงมาลัยทุก 10 วินาที ถ้าเซนเซอร์ตรวจพบว่าไม่มีแรงต้านที่พวงมาลัย ก็จะตัดการทำงานทันที

      อีกหนึ่งระบบที่ได้ทำการทดสอบคือ Adaptive Cruise Control ทำงานในรูปแบบใกล้เคียงกับ Pilot Assist โดยกำหนดความเร็วได้สูงสุดถึง 130 กม./ชม. ในกรณีที่มีรถช้าอยู่ด้านหน้า ระบบจะลดความเร็วลงด้วยการเบรก และรักษาระยะห่างตามที่ผู้ขับตั้งไว้ เมื่อไม่มีรถกีดขวาง หรือรถคันหน้าเร่งความเร็ว ระบบก็จะเร่งความเร็วไปตามคำสั่งที่ตั้งค่าไว้

      ระบบ City Safety เจนเนอเรชั่นใหม่ ใช้เซนเชฮร์ในการตรวจจับรถยนต์ คนเดินถนน ผู้ชับชี่รถจักรยานรวมถึงสัตว์ขนาดใหญ่ทำงานโดยมีเซนเซอร์ตรวจจับ ช่วยให้ปลอดภัยในการเดินทางทั้งกลางวันและกลางคืน พูดง่ายๆว่าทำหน้าที่เสมือนตาทิพย์ หากตรวจพบคน สัตว์ หรือ วัตถุต้องสงสัย ระบบจะแจ้งเตือนด้วยสัญญาณเสียงและหากยังไม่มีการหยุดรถ ระบบจะหยุดรถให้อัตโนมัติเพื่อเลี่ยงการชน

      ช่วงสุดท้ายของการทดสอบเป็นไปในรูปแบบ Night Ride สำหรับระบบ Automatic Bending Light ซึ่งออกแบบมาเพื่อปรับทิศทางไฟขณะเข้าโค้งอัตโนมัติ เพื่อทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่ยามค่ำคืน ทำงานร่วมกับระบบ Active High Beam ใช้ในการปรับไฟสูงอัตโนมัติเพื่อไม่ให้รบกวนสายตาของรถยนต์คันหน้าและรถที่ขับสวนทาง ทั้ง 2 ระบบจะมีเซนเซอร์และเรดาร์อยู่ที่ด้านหน้ารถเพื่อตรวจจับและประมวลผลโดยผุ้ขับขี่ไม่ต้องสั่งการใดใดทั้งสิ้น

      กล่าวโดยสรูป ระบบทั้งหมดใน The New Volvo S90 D4 Inscription ไม่ใช่เป็นฟังค์ชั่นเสริม แต่ล้วนเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งมาจากโรงงานผู้ผลิต และ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย จำกัด ตั้งราคาจำหน่ายรถคันนี้ไว้ที่ 3,990,000 บาท ยังถือว่าเป็นอะไรที่น่าใช้ นอกจากนวัตกรรมความปลอดภัยในสไตล์ของรถจากค่ายแสกนดิเนเวีย สมรรถนะที่เร้าใจและประหยัด จากระยะทางประมาณ 600 กม.ในการทดสอบในครั้งนี้ ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไปครึ่งถัง ในยุคที่เชื้อเพลิงกำลังปรับตัวขึ้นอีกครั้ง คงเป็นประเด็นที่ทำให้หลายคนตัดสินใจได้ง่ายขึ้นจริงไหมครับ

      Please follow and like us: