(มีคลิปวีดีโอ) Sneak Preview MG HS PHEV ถ้าราคามาดี…มีปัง

รีวิวพร้อมทดลองขับระยะสั้นในครั้งนี้เป็นไปก่อนที่ MG HS PHEV จะออกจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งข้อมูลรายละเอียดอาจจะไม่มาก แต่ก้พอได้ใจความสำหรับการเติมเต็มในหมวดหมู่ของรถเอสยูวีปลั๊กอินไฮบริด ส่วนรายละเอียดแบบเจาะลึก รอชมหลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 ตุลาคมนี้ครับ

ตั้งแต่เปิดตัว MG HS ในราคาสนั่นวงการด้วยค่าตัวเริ่มต้นไม่ถึง 1 ล้านบาท จนถึงรุ่นท๊อพที่จำหน่ายในราคาเพียง 1.19 ล้านบาท แน่นอนว่าถูกอกถูกใจกลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหารถเอสยูวีไว้ตอบโจทย์การใช้งานที่มากด้วยเทคโนโลยีอันโดดเด่นกว่าคู่แข่งที่อยู่ในเซกเมนต์เดียวกัน ต่อมาด้วยระยะเวลาประมาณ 1 ปี หลังจากรถรุ่นนี้วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ผุ้บริหารของค่าย MG ก็ได้ผุดโปรเจคใหม่โดยการนำระบบปลั๊กอินไฮบริดไปติดตั้งกับรถรุ่นนี้เป็นครั้งแรก

MG HS PHEV 1

การมาจำหน่ายบ้านเรานั้นถือได้ว่าเป็นประเทศที่ 3 อย่างเป็นทางการหลังจากรถรุ่นนี้ได้เปิดตัวไปในแดนแผ่นดินใหญ่ และต่อด้วยการข้ามโลกไปเปิดตัวไกลถึงสหราชอาณาจักร ส่วนในไทยนั้น 27 ตุลาคมนี้ถึงจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งการปรับใหม่พร้อมกับระบบปลั๊กอินไฮบริดนั้นเรียกได้ว่า หากมองกันผิวเผิน แทบจะไม่มีความต่าง

MG HS PHEV 2

รูปลักษณ์โดยรวมยังคงความเป็นสปอร์ตี้เอสยูวี ไฟหน้าเน้นการใช้งานจากแอลอีดีโปรเจคเตอร์ ที่มีไฟเลี้ยววิ่งแบบรถยุโรปและเดย์ไทม์ในโคมเดียวกัน พร้อมระบบเปิด-ปิด ไฟสูงอัตโนมัติ ในขณะที่ความต่างมาจากล้อแมกที่ยังคงขนาด 18 นิ้วแต่มีลวดลายที่แตกต่าง รวมถึงสัญลักษณ์ PHEV บริเวณท้ายรถ อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจเรียกกันง่ายๆว่า KicK Sensor นั้นยังไม่ได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน แต่จะมีจำหน่ายเป็นแอคเซสซอรี่ตามโชว์รูมทั่วประเทศในราคาหลักพันบาท

MG HS PHEV 3

หลังคาพาโนรามิคซันรูฟขนาดใหญ่เกือบ 80% ของห้องโดยสารยังคงไว้ซึ่งสไตล์เฉพาะตัว เบาะนั่งยังใช้โครงเดิมในรูปแบบกึ่งบักเกทซีท แต่มาในสีใหม่นั่นคือดำด้ายแดง และขาวสลับน้ำเงิน แต่งหนัง Alcantara แบบเดียวกับรถหรูจากฝั่งยุโรป

MG HS PHEV 4

อีกหนึ่งความแตกต่างที่เพิ่มเข้ามานั่นคือปุ่มการทำงานของโหมด EV บริเวณคอนโซลเกียร์ ที่เหลือเหมือนรุ่นปกติแบบยกมาทั้งกระบิ ทั้งไฟ Amblient Light ซึ่งปรับเปลี่ยนได้ถึง 64 เฉดสีและยังปรับตามโหมดการขับขี่ ทั้ง Eco Normal และ Super Sport mode บริเวณมาตรวัดมีจอแสดงผล Interactive Multi-Function Display ขนาด 7 นิ้วที่แสดงผลของระบบเอนเตอร์เทนเมนท์ซิสเต็ม และการทำงานของระบบ Advance Driver System ในรูปแบบของภาพกราฟฟิกสีสดใส

MG HS PHEV 5

พวงมาลัยเป็นแบบท้ายตัดติดตั้งระบบมัลติฟังค์ชั่นใช้สั่งการระบบต่างๆ และจะมีปุ่มควบคุมโหมด Super Sport สีแดงสดแยกออกมาอย่างโดดเด่น

MG HS PHEV 6

จอกลาง 10 นิ้วจะมาพร้อมกับฟีเจอร์กล้อง Around View Camera เลือกมุมมองของภาพได้รอบคัน และใช้ในการแสดงผลระบบบันเทิง ส่วนเทคโนโลยี i-Smart ทั้ง Smart Command หรือการสั่งงานด้วยเสียง Smart Check ตรวจสอบสถานะของรถผ่านสมาร์ทโฟน Smart Connect อัพเดทเรื่องราวของความบันเทิงทั้งเพลง ข่าว ร้านอาหารดัง และล่าสุดในด้านการรายงานสภาพอากาศ แต่ทั้งนี้ถ้ามาว่ากันด้วยเสียง ลำโพงเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ได้รับการปรับปรุงโดยใช้ลำโพงของ BOSE ที่มาพร้อมกับซับวูฟเฟอร์ในตัว

MG HS PHEV 7
เครื่องยนต์บล็อกเดิมมีระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบ มากับขนาดความจุ 1,490 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 162 แรงม้าที่ 5,600 รอบ พร้อมแรงบิด 250 นิวตันเมตรที่ 1,700-4,400 รอบ ส่วนขุมพลังของมอเตอร์ไฟฟ้ายังถูกปิดเป็นความลับ ซึ่งข้อมูลทั้งในจีนและสหราชอาณาจักรนั้นเป็นมอเตอร์ที่ให้กำลังถึง 122 แรงม้า แต่ในประเทศไทยอาจมีการลดทอนลงเนื่องด้วยเรื่องของการปล่อยค่าต่าง

MG HS PHEV 8

ส่วนแบตเตอรี่เป็นแบบลิเธียมไออ้อน ที่ว่ากันว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในรถเซกเมนต์นี้ ติดตั้งบริเวณพื้นของห้องโดยสาร และแบ่งออกเป็น 6 โมดูล ซึ่งรวมกันแล้วมีพลีงถึง 16.6 KWH เลยทีเดียว ส่วนเรื่องของการชาร์จไฟ สามารถนำปลั๊กที่ติดตั้งกับรถอัดประจุไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ในเวลา 5.5 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็น Wall Charge จะทำได้เร็วขึ้นในเวลาเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น

MG HS PHEV 9

ระบบเกียร์เป็นแบบ Twin Clutch Sportronic เดิมทีเป็น 7 จังหวะ แต่เมื่อรวมกับที่ต้องใช้งานส่วนของมอเตอร์ฟ้าจะขยับขึ้นเป็น 10 จังหวะ และคันเกียร์ก็มีหน้าตาที่เปลี่ยนไป แต่ระบบแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัยยังมีเหมือนเดิม

ระบบช่วงล่างตามแบบฉบับของ Euro Tuning Suspension ซึ่งเป็นแบบอิสระทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าใช้เป็นแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงค์พร้อมเหล็กกันโคลง นอกจากนี้ระบบเบรกจะเป็นแบบดิสเบรกทั้ง 4 ล้อด้วยเช่นกัน น่าสนใจตรงที่ว่า นำหนักของแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นนั้น จะส่งผลต่อการขับขี่มากน้อยขนาดไหน 2 รอบสนามของ MG Driving Experience จะถูกใช้เป็นที่พิสูจน์ในระยะสั้นๆ

MG HS PHEV 11

การออกตัวทำได้ลื่นและเร็วขึ้น เดิมทีถ้าเป็นขุมพลังเทอร์โบ อัตราเร่ง 0-100 จะแตะ 10 วินาที แต่พอมีมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วย อัตราเร่งแรงขึ้นกว่าเดิมชัดเจน รวมถึงได้นน.ที่เพิ่มขึ้นจากชุดปลั๊กอินไฮบริด ทำให้ช่วงล่างนั้นแน่นและขับสบายมากยิ่งขึ้น ส่วนการระบายความร้อนของแบตเตอรี่นั้นจะใช้น้ำหล่อเย็นเป็นตัวช่วยซึ่งถูกเก็บไว้บริเวณตำแหน่งของยางอะไหล่เดิม ซึ่งถูกถอดออกและแทนที่ด้วยชุดซ่อมยาง

MG HS PHEV 12

บทสรุปการทดลองขับระยะสั้นจึงเป็นไปตามที่ว่า รวมถึงข้อมูลแบบเจาะลึก พร้อมจะเผยแพร่ให้รับชมหลังวันที่ 27 ตุลาคมนี้ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ถ้าราคามาดี ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท MG HS PHEV จะเป็นตัวเลือกสำคัญของผู้ที่มองหารถเอสยูวีแน่นอน

MG HS PHEV 13

Please follow and like us: